เศรษฐกิจจีนชะลอลงมากกว่าที่คาด
ความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญสุดในขณะนี้คือ การชะลอลงของเศรษฐกิจโลก จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งในส่วนของดัชนีการผลิต และอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่การปรับร่วงลงของตลาดหุ้นยังเป็นปัจจัยกดดันรายได้เสริมของคนจีน แม้ว่าผลเชิงลบน่าจะจำกัด แต่ก็ทำให้สูญเสียโอกาสในเรื่องกำลังซื้อเพิ่มเติม ทางการจีนพยายามออกมาช่วยหนุนเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเน้นเพิ่มสภาพคล่องด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ใช้ค่าเงินแบบมีเสถียรภาพ
สหรัฐฯพร้อมต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
สหรัฐฯยังแสดงความพร้อมต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยเศรษฐกิจนั้นมาจากทั้งตลาดแรงงาน และตลาดที่อยู่อาศัย ขณะที่ประเด็นเรื่องการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่จะมาฉุดเศรษฐกิจนั้น ก็เป็นประเด็นที่ถกเฉียงกันน้อยลง หลังจาก GDP ในไตรมาสที่ 2 ของสหรัฐฯ สามารถรีบาวด์ได้
ขณะที่การส่งออกสุทธิไม่ได้เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ อัตราในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งสะท้อนจากพันธบัตรสหรัฐฯ ที่แสดงถึงมุมมองของนักลงทุนที่ว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งภายใน 12 เดือนข้างหน้า แตกต่างจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในช่วงปี 2004-2006 ซึ่งมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในเกือบทุกการประชุม
เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวดีขึ้น
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากปริมาณกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงหลังวิกฤตที่มีปริมาณสุทธิประมาณ 832 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤตที่ 910 ล้านดอนลาร์ต่อวัน
เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า
ด้านเศรษฐกิจไทย เห็นการฟื้นตัวที่เชื่องช้า ตามข้อจำกัดของเศรษฐกิจที่มีอยู่มาก โดยช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยที่มาหนุนเศรษฐกิจได้ดีทีสุด คือ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังเห็นการปรับตัวที่ดี และมีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมนี้ยังมีขนาดเล็กไป เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจไทยทั้งหมด จึงควรหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น และสร้างกลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศ ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐนั้น เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ขณะที่ปีงบประมาณถัดไป คาดว่ารัฐบาลจะมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้น
การส่งออก ความท้าทายของเศรษฐกิจไทย
ส่วนที่ท้าทายมากที่สุดตอนนี้ คือ การส่งออกไทย การส่งออกไปตลาดจีน มีการคาดการว่าไทยจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง ในช่วงที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกไปจีนในสินค้าที่เป็นเพื่อการอุปโภคเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 12% จาก 6% หากเปรียบเทียบกับเอเชียโดยรวม
ตลาดที่เห็นการขยายตัวในปีนี้สำหรับเอเชีย คือ ตลาดยุโรป แต่กลับเป็นตลาดที่ไทยได้รับแรงกดดัน จากประเด็นเรื่องสิทธิทางภาษี GSP และสินค้าประมง สำหรับการส่งไปสหรัฐฯ นั้น ไทยยังไม่ใช่ผู้ส่งออกรายสำคัญ โดยหากประเมินสินค้าหลักที่สหรัฐฯ นำเข้า 10 ประเภท ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 68% ของการนำเข้าของสหรัฐฯ โดยรวม จะพบว่าไทยมี Market share ในสินค้าเหล่านี้เฉลี่ยเพียง 1-2%
GDP ของไทยถูกปรับลดลง
นอกจากต้องทำความคุ้นเคยกับการขยายตัวแบบใหม่ของจีน ยังต้องทำความคุ้นเคยกับการขยายตัวแบบใหม่ของไทยด้วย ธนาคารกสิกรไทยประมาณการว่า ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยนั้น อยู่ที่ 3-4% เท่านั้น ลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ 5% สำหรับปี 2015 คาดว่า GDP ทั้งปีจะขยายตัวได้ 2.8% โดยมีความเสี่ยงที่จะไปอยู่ที่กรอบล่างของการประมาณการที่ 2.3% จากข้อจำกัดของเศษรฐกิจหลายประการ
อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปรับขึ้นมากกว่าระดับที่ควรจะเป็นแล้ว
ธนาคารกสิกรไทยมองว่า อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปรับขึ้นมากกว่าระดับที่ควรจะเป็นแล้วเมื่อพิจารณากับปัจจัยด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทย รวมทั้งเงินทุนเคลื่อนย้าย ดังนั้นจึงยังคงประมาณการอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ไว้ที่ 35.25 ณ สิ้นปี 2558 และ 36.00 ณ สิ้นปี 2559 โดยความเสี่ยงที่อาจทำให้สกุลเงินเอเชียและเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่คาด ได้แก่ ปัจจัยการเมืองของประเทศมาเลเซีย และการออกไปลงทุนนอกประเทศของชาวไทย หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศเพิ่มวงเงินที่นักลงทุนสามารถออกไปลงทุนนอกประเทศได้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ที่มา ธนาคารกสิกรไทย , สิงหาคม 2558
