สำหรับสาว ๆ ผมยาวเชื่อว่าแบรนด์ที่รัดผม Invisibobble รูปทรงสายโทรศัพท์เชื่อมต่อเป็นวงกลมคือหนึ่งในไอเทมที่มองว่ามีราคากว่าที่รัดผมทั่วไป แต่สาว ๆ ยอมจ่ายเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าในการใช้งานที่ตอบโจทย์ Pain Point ต่าง ๆ

เพราะ Pain Point หนึ่งที่สาวผมยาวพบเจอเป็นประจำคือ มัดผมรวบตึงแล้วผมเป็นรอยมัดอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกเจ็บหัวเมื่อมัดนาน ๆ และถ้าสาว ๆ ผมหนาที่มีน้ำหนักอาจรู้สึกว่าผมที่มัดหลุดร่วงเสียทรงง่ายจนต้องมัดผมใหม่อยู่บ่อยครั้ง

จาก Pain Point ต่าง ๆ ที่กล่าวมาทำให้แบรนด์ Invisibobble จากเยอรมนีกลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จส่งออกไปมากถึง 70 ประเทศ (รวมถึงไทย) จากการตอบรับของสาว ๆ เกือบทั่วทุกมุมโลก

ส่วนในประเทศไทย Invisibobble จำหน่ายกล่องละ 3 เส้น ในราคาสองร้อยบาทขึ้นไป

ก็ยังเป็นราคาที่สาว ๆ มองว่าคุ้มค่ากับการใช้งานที่สุด (ถ้าพวกเธอไม่ทำหายเสียก่อน)

ด้วยรูปทรงสายโทรศัพท์เชื่อมต่อเป็นวงกลม เราเชื่อว่าสาว ๆ หลายคนสงสัยว่ารูปทรงนี้คิดได้อย่างไร

เราอยากจะบอกว่าจุดเริ่มต้นของที่รัดผมรูปทรงสายโทรศัพท์เชื่อมเป็นวงกลม และจุดกำเนิดของแบรนด์ Invisibobble เกิดจากความบังเอิญของสาวนักปาร์ตี้อายุ 18 ที่ชื่อว่า Sophie Trelles Tvede ทั้งสิ้น

จุดเริ่มต้นของ Invisibobble เกิดมาจากไอเดียการแต่งตัวของ Sophie Trelles Tvede เพื่อเข้าร่วมปาร์ตี้ที่ชื่อว่า ปาร์ตี้รสนิยมแย่ (Bad Taste Party) ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยที่เธอกำลังศึกษาอยู่ในปี 2554

ไอเดียการแต่งตัวของเธอในงานปาร์ตี้รสนิยมแย่ในวันนั้นคือเสื้อมัดย้อม กางเกงขากระดิ่ง เครื่องประดับเต็มตัว และแต่งหน้าสีสันสะดุดตา อายแชโดว์หลากสี

ด้วยเพราะทุนเดิม Sophie เป็นคนชอบมัดผม เธอมองว่าที่มัดผมที่มัดอยู่รสนิยมยังไม่แย่พอ จนเธอเหลือบไปเห็นโทรศัพท์เก่าที่ไม่ได้ใช้งานมานานหลายปี และถอดสายโทรศัพท์มามัดผมแทนที่มัดผมอันเดิม

นี่คือจุดเริ่มต้นของความบังเอิญ

งานปาร์ตี้รสนิยมแย่วันนั้น เธอสนุกสุดเหวี่ยงเหมือนที่เคย จนตอนเช้าเธอตื่นมาพบว่า เธอไม่มีอาการเจ็บหัวจากการมัดผม เหมือนที่เคย ทั้ง ๆ ที่สายโทรศัพท์ยังคงมัดผมเธออยู่ และเมื่อเธอปล่อยผมออกมา ยังพบว่าผมที่ถูกมัดมาข้ามคืนยังมีร่องรอยจากการมัดผมที่น้อยกว่าที่มัดผมทั่วไป

Sophie จึงค้นพบว่า สายโทรศัพท์ คือไอเทมลับที่เธอ (และเชื่อว่าสาว ๆ หลายคน) ตามหา ที่เข้ามาตอบโจทย์ Pain Point ในการมัดผม ที่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้

จากการค้นพบโดยบังเอิญในงานปาร์ตี้ Sophie ได้ชวน Felix Haffa แฟนของเธอในเวลานั้น (ปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ) ทำธุรกิจที่มัดผมจากสายโทรศัพท์ร่วมกัน

แรกเริ่มของโปรเจกต์ธุรกิจทั้งคู่จ้างผู้ชายคนหนึ่งมาช่วยดึงสายไฟจากสายโทรศัพท์ออก และเชื่อมต่อให้เป็นวงกลม

ก่อนที่จะค่อย ๆ ปรับแต่งสินค้าของตัวเองให้ดูดียิ่งขึ้น

จนในปี 2555 แบรนด์ Invisibobble ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในเยอรมนี หลังจากที่เธอคลุกคลีอยู่กับการพัฒนาสินค้าถึง 6 เดือน

เพราะเป็นสินค้าใหม่เธอใช้กลยุทธ์ดึงดูดด้วยแพ็กเกจกล่องบรรจุใส บรรจุที่มัดผมทรงเกลียวที่ดูแปลกตาจำนวน 3 ชิ้น จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และร้านทำผม

หลังจากสินค้าตัวแรกวางจำหน่าย เธอใช้ระยะเวลานานถึง 12 เดือน เก็บรวบรวมคำติ ชม ความต้องการที่เป็นเสียงผู้ใช้งานจริง เพื่อพัฒนาสินค้าตัวต่อไปออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง

จนในปี 2556 ที่มัดผม Invisibobble ของเธอได้รับการตอบรับจากสาว ๆ จนพาธุรกิจตัวเองไปยังประเทศต่าง ๆ มากถึง 17 ประเทศ เน้นไปที่ประเทศโซนยุโรปและอเมริกาสู่นอกประเทศเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะสร้างความรู้จักกับสาว ๆ ทั่วโลกมากถึง 70 ประเทศในปัจจุบัน

ส่วนรายได้ของ Invisibobble BBC เคยรายงานว่ามีรายได้มากถึง 20 ล้านยูโร หรือประมาณ 740 ล้านบาทไทยในปี 2562

สำหรับการแข่งขันในธุรกิจ Hair Accessories ไม่ได้มีเพียงแบรนด์ Invisibobble ที่มีสินค้าในกลุ่ม Telephone Wire Headband หรือที่มัดผมรูปแบบสายโทรศัพท์เท่านั้น เพราะในตลาดนี้ยังมีคู่แข่งที่มีสินค้าประเภทเดียวกันอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น Goody แบรนด์ Hair Accessories จากประเทศอเมริกา ที่เราคุ้นชื่อกันดีในประเทศไทย

แต่สิ่งที่ทำให้ Invisibobble ประสบความสำเร็จเรามองว่ามาจาก

1. พัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไปพร้อม ๆ กับพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพตอบโจทย์การใช้งานได้ยาวนานไปพร้อม ๆ กับรักโลกไปในตัว

เช่น การนำ Polyurethane มาใช้เป็นวัสดุในการผลิตให้สามารถรีไซเคิลได้ และให้ความยืดหยุ่น เหนียว เมื่อใช้งานจนคลายตัวนำไปแช่ในน้ำอุ่น หรือใช้ไดร์เป่าผมเป่า ที่มัดผมดีไซน์สายโทรศัพท์จะหดตัวลงใกล้เคียงกับสินค้าก่อนใช้งานในทันที และทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าสามารถมัดผมได้มีประสิทธิภาพเหมือนแกะกล่อง แม้จะมีการใช้งานไปนาน ๆ

2.แตกไลน์สินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่ม Telephone Wire Headband และเป็นสินค้าที่เน้น Innovation ตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคที่เคยเกิดขึ้นจาก Hair Accessories

เช่น ที่คาดผมที่ปรับได้ตามรูปศีรษะ แก้ปัญหาผู้ใช้ที่คาดผมและรู้สึกเจ็บศีรษะจากการบีบรัดของที่คาดผม

การพัฒนากิ๊บติดผมไร้รอยต่อไม่ทำให้รอยต่อกินผมเมื่อติด เป็นต้น

และยังแตกย่อยไปยัง Hair Accessories อื่น ๆ ที่เพิ่มโอกาสในการขาย เช่น หวี ที่มัดผมรูปทรงโดนัทที่ทำมาจากผ้า ที่คาดผม กิ๊บติดผมรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้า สายคล้องหน้ากากอนามัย เพื่อนำสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายในทุกความต้องการให้มากที่สุด

3. จับมือกับพาร์ตเนอร์สร้างสรรค์สีสันใหม่ ๆ และเข้าถึงฐานลูกค้าของพาร์ตเนอร์ เช่น ในปีที่ผ่านมาจับมือกับแบรนด์สี Crayola พัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ตลาด Hair Accessories ยังมีโอกาสในการแข่งขันอีกมาก เพราะตลาดนี้มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ

ข้อมูลจาก Grand View Research คาดการณ์ว่า ตลาด Hair Accessories ในปีที่ผ่านมามูลค่า 18,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 720,000 ล้านบาท มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีเฉลี่ยปีละ 7.7% จนถึงปี 2571

และคาดการณ์ว่าในปี 2571 จะมีมูลค่า 37,600 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 720,000 ล้านบาท

การเติบโตนี้มาจากเทรนด์ผู้บริโภคที่เน้นสินค้าที่มีความสวยงามควบคู่กับการใช้สอย



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน