กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า กรกฎาคมถึงตุลาคมที่ผ่านมาได้ออกวีซ่าแบบ F-1 สำหรับนักเรียนนักศึกษาให้ชาวอินเดียไปแล้ว 100,000 คน เพิ่มขึ้นจากกรอบเวลานี้ของปี 2021 ถึง 60%

และกว่าจะสิ้นปีนี้คงเพิ่มขึ้นอีก ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีนักศึกษามาเรียนในสหรัฐฯ มากสุด และแซงหน้าจีนที่ครองอันดับ 1 มาอย่างยาวนานได้เป็นครั้งแรก 

กรกฎาคมถึงตุลาคมที่ผ่านมาทางการสหรัฐฯ ออกวีซ่า F-1 ให้นักเรียนจีน 56,000 คน ลดลง 30% จากกรอบเวลานี้ของปี 2021 โดยเรื่องนี้มีที่มาจากหลายสาเหตุ

เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่ตกต่ำ และกระแสต่อต้านชาวจีนของชาวอเมริกันจนบานปลายเป็นการประทุษร้ายทั้งด้วยวาจาและกำลัง

ขณะที่ฝ่ายนักเรียนนักศึกษาจีนเองก็กลัวจะถูกทำร้าย จนตัดสินใจกลับประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากมาตรการป้องกันโควิดระบาดเข้าประเทศจากผู้เดินทางมาจากต่างประเทศของจีน ซึ่งครอบคลุมถึงชาวจีนที่กลับประเทศด้วย

และรัฐบาลจีนเองก็ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวผู้ปกครองให้เชื่อมั่นในระบบการศึกษาของประเทศอีกด้วย ทำให้ค่านิยมในการส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศเหมือนเช่นในอดีตทยอยลดลง

แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากการจัดระเบียบโรงเรียนกวดวิชาซึ่งมีการติวสอบเข้ามหาวิทยาในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ รวมอยู่ด้วยก็ตาม

เทรนด์ชาวอินเดียมาศึกษาต่อในสหรัฐที่เพิ่มขึ้นนี้ เริ่มปรากฏให้เห็นมาหลายปีแล้ว โดยปี 2015 จำนวนชาวอินเดียที่ขอวีซ่า F-1 คิดเป็นเพียง 12% จากสัดส่วนผู้ขอวีซ่าแบบนี้ทั้งหมดของปีนั้น

ต่อมาปี 2021 เพิ่มเป็น 22% และสิ้นปีนี้คาดว่าจะเพิ่มอีก จนครองสัดส่วนเพิ่มเป็น 30%

ตรงข้ามกับชาวจีนที่มาศึกษาต่อในสหรัฐฯ กันน้อยลง โดยปี 2015 จำนวนชาวจีนที่ขอวีซ่า F-1 สูงถึง 43% แต่พอปี 2021 ลดลงมาอยู่ที่ 25% และปี 2022 น่าจะร่วงอีกจนลงไปอยู่ที่ 20%

ประเด็นน่าสนใจจากข้อมูลเหล่านี้ นอกจากเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ตกต่ำอย่างมากของสหรัฐฯ กับจีนจนส่งผลถึงแวดวงการศึกษาแล้ว ยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงความทุ่มเทให้กับการศึกษาของครอบครัวชาวอินเดีย

ท่ามกลางความสำเร็จของคนระดับหัวกะทิชาวอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งหลักฐานคือการได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำมากมายของสหรัฐฯ เช่น Google Microsoft FedEx Twitter

และ Starbucks ให้เป็น CEO ซึ่งแน่นอนว่าผู้ปกครองก็คงอยากให้บุตรหลานของตนประสบความสำเร็จเช่นนั้นบ้าง

ส่วนประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองในอนาคตจากนี้ มีสองประเด็น โดยประเด็นแรกคือ จำนวนชาวอินเดียที่มาศึกษาต่อในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีกมากน้อยแค่ไหน

และหลังจบการศึกษาพวกเขาเหล่านี้เจะเลือกกลับไปพัฒนาประเทศ หรือเลือกอยู่ทำงานในสหรัฐฯ ต่อจนลงหลักปักฐาน

ถ้าเป็นอย่างหลัง หมายความว่าอินเดียยังล้มเหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งที่จะแซงจีนขึ้นเป็นประเทศประชากรมากสุดในโลก และทำให้ภาวะสมองไหลเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกต่อไป

ส่วนประเด็นที่สองที่ต้องจับตามองคือ สหรัฐฯ คงต้องหันไปโน้มน้าวชาวต่างชาติประเทศอื่นให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล มาศึกษาต่อแทนชาวจีนที่หายไป โดยเป้าหมายใหม่อาจเป็นชาวอินเดีย ซึ่งควรทำอย่างรวดเร็วด้วย

เพราะประเมินกันว่านักศึกษาต่างชาติที่หายไปในปี 2019-2020 ก็พาให้เม็ดเงินหายไปด้วย 1,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 68,900 ล้านบาท) เลยทีเดียว/nikkei 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน