โอ้กะจู๋ เปิด Big Turning Point พร้อมเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์

“โอ้กะจู๋” ประกาศเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2567

“อู๋” กับ “โจ้” (ผวนคำเป็นโอ้กะจู๋) 2 เพื่อนซี้บอกว่าเป็นความฝันเพี้ยน ๆ ของพวกเขาในวัยเด็ก ที่เคยพูดกันเล่น ๆ เมื่อช่วงเรียนมัธยมปลายว่า เรียนจบมหาวิทยาลัยจะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรร่วมกัน

ปี 2553 ความฝันของพวกเขาเริ่มเป็นจริง เมื่อลงมือทำสวนผักบนพื้นที่ไม่ถึง 1 ไร่ ในอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

ปี 2556 เริ่มมีร้านอาหารเล็ก ๆ ขายกาแฟพร้อมผักสลัด ไม่กี่เมนู ด้านหน้าแปลงผัก

12 ปีผ่านไปวันนี้พื้นที่ปลูกผักขยายไปถึง 380 ไร่

ส่วนร้านอาหารขยายไปถึง 18 สาขา แต่ละสาขาต้องใช้ผักถึง 100 กิโลกรัมต่อวัน

มีพนักงานทั้งหมด 1,700 คน

ปีหน้าตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,700 ล้านบาท

Big Turning Point ของพวกเขาเกิดขึ้นเมื่อ OR เข้ามาร่วมลงทุนด้วยและเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการเติบโต

วันนี้ความฝันของพวกเขาใหญ่ขึ้นกว่าเดิม การเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อได้เงินมาต่อยอดสร้างแบรนด์ใหม่ ๆ และสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจเดิมคือเป้าหมายต่อไป

ตามไปคุยกับผู้บริหารของบริษัท “ปลูกผัก เพราะรักแม่ จำกัด” เจ้าของร้าน “โอ้กะจู๋” ถึงเรื่องราวของพวกเขา ที่แปลงผักออร์แกนิก  ซึ่งคราวนี้เขาเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก

“โอ้กะจู๋” เริ่มจากความฝันของเด็ก ม.ปลาย

เบื้องหน้าของ marketeer คือฟาร์มปลูกผักออร์แกนิก “ปลูกผัก เพราะรักพ่อ” ที่ตั้งอยู่ในอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งใน 5  เเห่งของฟาร์มสวนผักปลอดสารพิษ ของโอ้กะจู๋

เมื่อครั้งเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายของโรงเรียนดาราวิทยาลัย เพื่อนซี้ 2 คน “อู๋ กะ โจ้” เคยฝันจะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรร่วมกัน

เมื่อใจมันรักในการปลูกผักตั้งแต่เด็ก และมี Passion ที่จะทำอย่างจริงจัง

ความฝันก็เลยถูกทำให้เป็นจริง เมื่อพวกเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย “อู๋” เรียนมาทางด้านการตลาด “โจ้” จบมาทางด้านเกษตร โดยมี “ต้อง” เพื่อนอีกคนที่จบจากคณะวิศวกรรม ตามเข้ามาช่วยเป็นกองหนุนอีกทาง

ชัดชาญ เอกชัยพัฒนกุล ผู้เป็นพ่อ (ป๊าของอู๋) เบื้องหลังคนสำคัญ เห็นความตั้งใจของลูกและเพื่อน ๆ ที่มีเป้าหมายร่วมกันว่าจะปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ วิธีธรรมชาติ โดยการออกแบบและจัดการฟาร์มโดยที่ไม่พึ่งพาสารเคมีใด ๆ เลยยกที่นาเก่าย่านอำเภอสันทรายให้ทดลองทำ

“อู๋” ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ซึ่งวันนี้รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด บอกว่า

“ปี 2553 เราเจอกับน้ำท่วม ปี 2554 ก็เจอกับภัยธรรมชาติ เปิดร้านอาหารปีแรก ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะขายดีเลยทันที เรียกว่า 4-5 ปีแรกล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูกมาโดยตลอด ถ้าผมทำคนเดียวก็คงรับมือกับมันไม่ไหว อาจจะยอมแพ้ไปแล้ว แต่นี่เพราะมีเพื่อน มีทีมงาน ใจเลยสู้”

วันนี้เขาเป็นคนดูภาพรวมของบริษัท ช่วยดูเรื่องการเงิน และยังเป็นคนชอบทำอาหาร ดังนั้นเมนูใหม่ ๆ บางครั้งจึงมาจากเขา

“โจ้” จิรายุทธ ภูวพูนผล ดีกรี เกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรียญทอง) จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดูในเรื่องการปลูกผักโดยตรง ปัจจุบันเขารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่เกษตรอัจฉริยะ

ส่วน “ต้อง” วรเดช สุชัยบุญศิริ รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ Supply Chain รวมทั้งช่วยดูในเรื่องนวัตกรรมของเครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในฟาร์ม

สรุปง่าย ๆ คือ “โจ้” ดูแลธุรกิจต้นน้ำในเรื่องการปลูกผักและส่งให้ “ต้อง” กระจายสินค้า และส่งต่อให้ “อู๋” ที่อยู่หน้าร้านบริหารจัดการต่อ

เป็นส่วนผสมที่ลงตัว โดยมีหน้าที่ที่แยกกันชัดเจน

แล้วจุดเปลี่ยนที่เป็นความท้าทายครั้งสำคัญของพวกเขาก็เกิดขึ้น

จากสันทราย สู่สยามสแควร์ เมื่อเด็ก ตจว. อยากโตในเมือง

ในปี 2561 หลังเปิด 2 สาขาที่เชียงใหม่ พวกเขาก็คิดการใหญ่อยากเข้ากรุงเทพฯ

“คือผมเป็นเด็กต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ ก็ต้องมาเดินสยามสแควร์ ก็เลยอยากลองมีร้านที่นี่ แล้วก็มีอยู่แค่ที่เดียวที่ว่างตอนนั้น ซึ่งพอรู้ค่าเช่าหงายหลังเลยครับ แพงมาก แต่ก็คิดว่า เอาน่า เหมือนมาเรียน ป. โท มาเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ พลาดก็ไม่เป็นไร”

โชคดีที่ตอนนั้น โอ้กะจู๋ คือร้านอาหารออร์แกนิกชื่อดังที่เชียงใหม่อยู่แล้ว สลัดผักออร์แกนิกจานยักษ์ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ถูกแชะ แล้วแชร์ จนใคร ๆ ก็อยากลอง กระแสการรีวิวในพันทิป ยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น

เมื่อ OR ให้โอกาส กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ 

เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)หรือOR ได้เข้าลงทุนในบริษัทปลูกผักเพราะรักเเม่ 20% นอกจากได้เงินก้อนใหม่เพื่อนำไปใช้เพื่อรองรับการขยายธุรกิจต่าง ๆ ยังเป็นโอกาสใหม่ ๆ ที่ทำให้ร้านโอ้กะจู๋ได้ไปขยายสาขาเพิ่มเติมในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมถึงการจำหน่ายอาหารแบบ Grab & Go ผ่านร้าน Café Amazon ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ใน 40 สาขา และตั้งเป้าขยายเป็น 80 สาขาในปี 2566

“ก่อนเข้าร่วมกับ OR เราทำอะไรก็อาจจะทำได้เลยไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องรออนุมัติ แต่ตอนนี้ต้องมีขั้นตอนมากขึ้น มองอีกมุมอาจจะเป็นข้อเสียที่เป็นข้อดี เพราะทำให้การทำงานของเรารัดกุมมากขึ้นด้วย”

การเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ของ OR ทำให้เขาต้องเปลี่ยนวิธีคิดในบางเรื่อง

“อย่างเมื่อก่อนผมบอกตามตรงไม่เคยทำแผน 5 ปี 10 ปี อย่างดีก็บอกได้ว่าปีหน้าจะทำอะไรบ้าง แต่ OR จะบอกเราให้วางแผนในระยะยาวไว้ด้วย ทำให้เรากลับมาทบทวนว่าเออใช่ ที่ผ่านมาเราคิดแค่สั้น ๆ ทำให้ขาดการวางแผน หรือวางแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้”

คิดการใหญ่  หวังเข้าตลาดหลักทรัพย์ ปี 2567

“ผมอยากเห็นโอ้กะจู๋เติบโตอย่างยั่งยืนไปอีกนานในอนาคต การเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ จะเปิดโอกาสให้เราต่อยอดในการทำธุรกิจได้ในหลายเรื่อง ซึ่งตอนนี้เราคิดจะทำในหลาย ๆ เรื่องมาก และที่สำคัญจะทำให้บริษัทมั่นคงขึ้น”

เขาบอกว่าเงินที่ได้หลัก ๆ จะเอาไปขยายแบรนด์ร้านอาหารใหม่ ๆ การขยายสาขา พัฒนาแพลตฟอร์มรองรับการขาย ลงทุนในเรื่องฟาร์ม และใช้คืนหนี้สินบางส่วน

สาขาของโอ้กะจู๋ที่ผ่านมาขยายอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก แต่หัวเมืองใหญ่ต่าง ๆ คือเป้าหมายต่อไป

โดยปีหน้าจะขยายเพิ่มอีก 6 สาขาหลัก ๆ จะเป็นจังหวัดทางภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง ศรีราชา และรูปแบบ Drive Thru ที่สาขาบางใหญ่ รวมทั้งร้านใหญ่ในแฟลกชิปใหม่ของ PTT Station บนถนนวิภาวดีที่กำลังก่อสร้าง

รวมทั้งไม่คิดจะหยุดแค่ในประเทศเท่านั้น CLMV คือกลุ่มเป้าหมายในอนาคตเหมือนกัน

เมื่อหน้าร้านขยายไม่หยุด ใน 4 ช่องทางหลักคือ Dine Restaurant, Delivery & Healthy Fast Food, ในสาขาของคาเฟ่อเมซอน เเละ ซูเปอร์มาร์เก็ต

ผักออร์แกนิกเบื้องหลังก็ต้องขยายเเละเร่งการปลูกตามมา ปัจจุบัน โอ้กะจู๋ ต้องมีทีมส่งเสริมการผลิต ที่ไปทำงานร่วมกับชาวบ้านเพื่อส่งเสริมให้ปลูกผักปลอดสารพิษ ที่ผ่านการควบคุมการ QC อย่างต่อเนื่อง

“ตอนแรก ๆ ชาวบ้านเขาก็ไม่เชื่อว่าการปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีเลยจะได้ผล เราเป็นใครที่จะเข้าไปบอกให้เขาเปลี่ยนวิธีคิด ทีมของพี่โจ้ก็ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ ทำความเข้าใจว่าจะดีกับสุขภาพของเขาเเละครอบครัวอย่างไร จนตอนนี้เรามีชาวบ้านที่เข้ามาร่วมมือกับเราจำนวนมาก”

นี่คืออีกเป้าหมายหนึ่งที่เขาบอกว่าเป็นความสุขของชีวิต นอกเหนือจากเม็ดเงินของรายได้ที่เกิดขึ้น

นอกจากผักที่ควบคุมคุณภาพ รสชาติอาหารที่ดี เนื้อหาของเพลงที่น้อง ๆ ในสวนผักบูมปลุกใจต้อนรับสื่อมวลชนในวันนั้น คือจุดเเข็งที่ต้องทำเเละรักษาให้ได้

“ยิ้มเเย้มเเจ่มใส (ปรบมือ 12 123) พูดจาไพเราะ (ปรบมือ 12 123) ใส่ใจดุจครอบครัว (ปรบมือ 12 123)  บริการรวดเร็ว (ปรบมือ 12 123) เฮ้…

โอ้กะจู๋ ภาคใหม่ หลังเปลี่ยนนามสกุลเป็นมหาชน  เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่น่าติดตาม

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



ติดตาม Marketeer ได้หลากหลายรูปแบบ

.
Marketeer ฉบับดิจิทัล : อ่านบน Ookbee / อ่านบน meb
.
Marketeer ฉบับ PDF : https://marketeermagazine.com/
.
Marketeer ฉบับกระดาษ : สั่งซื้อทางไปรษณีย์ Inbox มาที่ เพจ Marketeer Online