โลกที่หมุนไปเร็ว พฤติกรรมของคนก็เปลี่ยนไปตาม ธุรกิจจึงต้องเอาตัวรอดเพื่ออยู่รอดในสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งกระแสดิสรัปชัน (Disruption) ทุกองค์กรต่างทรานส์ฟอร์มตัวเองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

นักการตลาด ผู้ทำหน้าที่สื่อสารธุรกิจกับลูกค้าจึงต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค พัฒนาทักษะของตนเองให้สอดรับกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ซึ่งในงาน Exclusive Forum หัวข้อ “Transformative Marketing Trends to Watch in 2023 by MTX” จัดโดย RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นำโดยคุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน), คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มด้านการตลาดและนวัตกรรม ของเครือกลุ่มบริษัท เดนท์สุฯ อินเตอร์เนชั่นแนล และคุณสุทิพา ปัญญามหาทรัพย์ Chief PC & HCC Business Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

ร่วมเเชร์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการตลาด (Marketing Technology) ให้สอดรับต่อการทรานส์ฟอร์มธุรกิจเพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงและยั่งยืน

สามารถสรุปเป็น 6 เทรนด์ ได้ดังนี้

  1. Speed over perfection – ความเร็วต้องมาก่อนความสมบูรณ์แบบ

เเม้ความรู้เรื่องการตลาดในปัจจุบันจะมีมากมายมหาศาล เเต่ก็ส่งผลเสียต่อกระบวนการเลือกใช้ความรู้ เนื่องจากทำให้ขั้นตอนในการเลือกสรรข้อมูลใช้เวลามากขึ้น ไม่ทันกับโลกยุคปัจจุบันที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว

ดังนั้น การทำงานในแบบปัจจุบัน เน้นพึ่งพาความเร็วมาเป็นอันดับแรก เห็นได้จากเวลาในการเผยแพร่เเคมเปญใหม่ ๆ เเคมเปญหนึ่งจะมีระยะเวลาสั้นลงมาก แปลว่านักการตลาดยุคใหม่ต้องทำงานเเข่งกับเวลา ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

  1. Become the customer-centric organization-องค์กรยุคใหม่ต้องให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

 

Customer Centric ยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน องค์กรต่างต้องปรับตัวตามยุคสมัย เพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมลูกค้า ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ไม่จำกัดความถนัดไว้เพียงอุตสาหกรรมเดิมที่ตนอยู่

สำหรับนักการตลาดซึ่งหน้าที่หลักคือการสร้างความต้องการ (Demand) ให้เกิดขึ้นในกลุ่มลูกค้า จึงต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจวิธีคิดและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และปรับกลยุทธ์รวมถึงกิจกรรมทางการตลาดให้เท่าทันด้วย

  1. Transformation begins with the small things

เมื่อพูดถึงการทรานส์ฟอร์ม หลายคนนึกถึงภาพการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เเต่ในความเป็นจริงสามารถเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ได้

เปรียบเหมือนเรือลำเล็กเเละเรือลำใหญ่ บริษัทควรต้องมีเรือลำเล็กนำหน้าศึกษาเส้นทางให้ก่อน ง่ายต่อการปรับทิศทางของเรือใหญ่ ซึ่งก็คือการใช้วิธีแยกแบรนด์ย่อยออกมาเพื่อทดลองค้นหาน่านน้ำใหม่ ๆ เและสร้าง New S-Curve ที่จะมาตอบโจทย์ในการขยายและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับบริษัท

นักการตลาดซึ่งเป็นสายงานที่อยู่ส่วนหน้าของการเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีความพร้อมรับมือการทรานส์ฟอร์มที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ

  1. Revenue is the real metric-รายได้ของบริษัทคือตัววัดผลที่สำคัญที่สุด

ในยุคปัจจุบัน มักมองที่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการรายทาง ทุกชิ้นงานจะพิสูจน์ว่าเวิร์กหรือไม่ มีมาตรวัดอยู่ที่ว่าก่อเกิดรายได้เท่าไร หรือเกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางธุรกิจหรือไม่ หมดยุคที่วัดเพียงแค่ยอดผู้ติดตาม หรือ Engagement แบรนด์ที่เพิ่มขึ้น

  1. Maintain balance and harmony of Art &Science-นักการตลาดต้องรู้จักใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

แม้โลกยุคปัจจุบันมีเครื่องมือ เทคโนโลยี และข้อมูลจำนวนมากให้นักการตลาดเลือกใช้ จนเกิดความสับสนในการคัดกรองข้อมูลเหล่านั้น บางครั้งนักการตลาดจำเป็นต้องพึ่งทั้งทักษะในการวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างวิธีการทางการตลาดที่ประสบความสำเร็จ

หรือบางครั้งต้องใช้ศิลปะการทำความเข้าใจผู้บริโภคร่วมด้วย คิดหาวิธีการสื่อสารให้ลูกค้าเห็นถึง Value หรือมิติทางสังคมที่อยู่เบื้องหลังโปรดักส์อย่างสร้างสรรค์

รวมถึงต้องเข้าใจโมเดลธุรกิจของตนเอง เพื่อถอดเอารูปแบบการปฏิสัมพันธ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ (Customer Journey) มาปรับกลยุทธ์และแผนการทำงานที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ได้

  1. Only paranoid marketer survived-นักการตลาดต้องพร้อมเรียนรู้และปรับตัวเสมอ

นักการตลาดเป็นตำแหน่งงานที่ต้องยืดหยุ่นต่อการปรับตัว เพราะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยก่อนหน้านี้นักการตลาดอาจมีบทบาทสูงในช่วงการสร้างผลิตภัณฑ์ (Product) ก่อนที่จะปรับบทบาทสู่ผู้ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling)

จากนั้นในปัจจุบันก็ปรับสู่การเป็นผู้มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค (Consumer Experience) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต่างเรียกร้องทักษะการทำงานที่แตกต่างกันไป

นักการตลาดยุคใหม่จึงจำเป็นต้องมีทักษะแบบ T-Shaped สามารถเรียนรู้และทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นฟันเฟืองที่กลมกลืนกับเป้าหมายองค์กร

ในยุคปัจจุบันการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างเดียวไม่เพียงพอเเล้ว หากแต่ต้องออกแบบกลยุทธ์การตลาด โดยมีความสร้างสรรค์อยู่เบื้องหลัง ซึ่งสถาบัน RISE สรุปเป็น 3 เเนวคิดไว้ว่า

“ลูกค้า x เทคโนโลยี x ความคิดสร้างสรรค์”

นอกจากนั้น ผู้บริหารด้านการตลาดควรต้องมีความคล่องตัว (Agility) เพื่อยืดหยุ่นต่อการรับแรงกระทบ หากคลื่นความเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้ามา

อีกทั้งยังต้องมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการพลิกแพลงกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาการเรียนรู้ (Learning Curve) ที่กระชับลง จากความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงสภาวะแวดล้อมและเครื่องมือต่าง ๆ

สถาบัน RISE จึงออกหลักสูตรใหม่ “Marketing Transformation X ponential หรือ MTX” หลักสูตรสำหรับผู้บริหารและผู้นำด้านการตลาดขององค์กร เพื่อเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะของเหล่าผู้บริหารด้านการตลาด

โดยร่วมมือกับคุณสโรจ เลาหศิริ ที่ปรึกษาด้าน Marketing Transformation อดีตหัวหน้าฝ่าย Marketing Transformation บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด มหาชน และ คุณกรกนก เชาว์ปรีชา Entrepreneurial Marketer และผู้อำนวยการหลักสูตร Academy of Business Creativity

พร้อมได้รับคำปรึกษาใกล้ชิดจากนายแพทย์ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ผู้ร่วมก่อตั้ง RISE เเละไดเร็กเตอร์หลักสูตร Digital Transformation Xponential (DTX)

หลักสูตรประกอบด้วย 9 หัวข้อทรานส์ฟอร์มวิธีคิดทางการตลาด ครอบคลุม Marketing Transformation, Customer of the Future รวมถึง Web 3 และ A.I. จากการเรียนรู้ Experiential Workshop เเละ Case Study จากวิทยากรระดับผู้บริหารขององค์กรระดับประเทศจำนวนกว่า 30 คน หลักสูตรจะมีขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์-18 พฤษภาคม 2566



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน