ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน ในระดับน่ากังวล โดยข้อมูล ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2565 ชี้ว่าระดับหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยสูงถึง 86.8% อีกทั้งยังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุและที่ผ่านมาประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถ้อย จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น อาหารการกินแพง ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ รายได้หดลง ก่อปัญหาด้านการเงิน การบริหารจัดการหนี้สิน ความเป็นอยู่ และต่อสังคมในภาพรวม โดยเฉพาะกับผู้มีรายได้น้อย

จากผลสำรวจของธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)  844 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม 2022 – 3 มกราคม 2023 พบว่าคนไทย 84.2% มีหนี้สิน โดยกู้ยืมเงินเพื่อการประกอบธุรกิจ 67.5%, เพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน 31.9%, เพื่อซื้อบ้าน/ซ่อมแซมบ้าน 17.6%, เพื่อซื้อยานพาหนะ 13.8%, เพื่อการศึกษา 10.1% โดยคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 13,000 บาท/เดือน จะมีหนี้สินสูงถึง 75% ของรายได้ และผลกระทบจากโควิดต่อรายได้ พบว่า 11% ยังมีฐานะการเงินที่ดี สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ, 52% ยังสามารถบริหารหนี้ได้ดี ส่วน 31% อยู่ในขั้นอันตราย ต้องหยุดก่อหนี้ใหม่ และรีบบริหารจัดการปลดหนี้เก่าให้เร็วที่สุด และที่วิกฤตคือ 6% สุดท้ายที่ก่อหนี้ล้นตัว



ธนาคารไทยเครดิตฯ เล็งเห็นความสำคัญของการให้ความรู้ทางการเงิน และสร้างอาชีพ ผ่านโครงการตังค์โต
Know-how เพราะเชื่อมั่นว่า การสร้างความตระหนักรู้ และวินัยทางด้านการเงิน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาชีวิต พัฒนาธุรกิจ ให้แก่บุคคลตัวเล็ก ๆ ในสังคม ที่มีรายได้น้อย แต่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และส่งต่อองค์ความรู้ทางด้านการเงินสู่ชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์ พร้อมขยายบทบาทการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในทุกมิติ  จึงได้ทำการเปิด มูลนิธิไทยเครดิต ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก EMpower เสริมพลังแกร่งสู่สังคม

นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานมูลนิธิไทยเครดิต เปิดเผยว่า “มูลนิธิฯ จะยึดมั่นการดำเนินการให้สอดคล้องกับปรัชญาของธนาคารที่ว่า Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ โดยนำแนวคิด EMpower การเสริมพลัง มาเป็นแกนหลักในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมทักษะด้านการเงิน ผ่านโครงการตังค์โต Know-how  เพื่อเสริมสร้างพลังแกร่งสู่กลุ่มเป้าหมายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และสู่ชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งจะมีการบูรณาการในทุกมิติเพื่อสร้างความยั่งยืน  ให้กับเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนในชุมชน 

ในปี 2566 มูลนิธิฯ จะได้ทำการคัดเลือกชุมชนในจังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรปราการ เป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพชีวิตที่ดี  โดยมีปัญหาด้านรายได้เป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับปัญหาอีก 4 ด้านคือ ด้านสาธารณสุข คุณภาพชีวิต การศึกษา การเข้าถึงการบริการสาธารณะ (จากฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กรมพัฒนาชุมชน และข้อมูลผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง)  

มูลนิธิฯ จะดำเนินโครงการ “EMpower เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน” ในพื้นที่นำร่อง แบบบูรณาการครบทุกมิติ ทั้งการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมถึงการส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างชุมชนที่ดี แข็งแกร่ง  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” 

มูลนิธิฯ มีเป้าหมายหลักในการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ สร้างสรรค์เนื้อหาส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่น่าสนใจ เข้าใจง่าย ทันเหตุการณ์; กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงความรู้ทางการเงินได้โดยง่าย ผ่านการอบรมทั้งในรูปแบบชั้นเรียน และออนไลน์; และพัฒนาเนื้อหาและหลักสูตรความรู้ทางการเงิน เพื่อเสริมแกร่งทางการเงิน พัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้


นายรอย
ออกุสตินัส กุนารา รองประธานมูลนิธิไทยเครดิต ย้ำถึงการเสริมสร้างความรู้ทางการเงินจะตอบโจทย์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น “จากผลสำรวจ ยังพบอีกว่าคนไทยมีพฤติกรรมด้านการออมเงินที่เหมาะสมเพียง 55.7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา ( The Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ที่ 70.4% ในขณะที่คนไทย 80.7% ประสบปัญหาเงินไม่พอใช้ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 35.3% นอกจากนี้คนไทยอีก 54.6% มักจะมีการกู้ยืมเงินเมื่อเงินไม่พอใช้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 25.8% จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รให้ความสำคัญเรื่องการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออม รู้จักวิธีการออมเงินที่เหมาะสม รู้จักวิธีการบริหารจัดการรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จัดสรรเงินก่อนใช้ ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ไม่ก่อหนี้สินจนเกินตัว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ”

ประธานมูลนิธิ กล่าวเสริมว่า ในปีแรกของการดำเนินการ มูลนิธิฯ มีแผนจะพัฒนาหลักสูตรเดิมของผู้ประกอบการรายย่อย ให้เท่าทันการณ์ปัจจุบัน และแบ่งเป็นหลายระยะ จากพื้นฐานสู่ขั้นแอดวานซ์ เพื่อเป็นการต่อยอด และรู้เชิงลึกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้สร้างสรรค์หลักสูตรใหม่ๆ ด้านการเงิน เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายและอาชีพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถเรียนรู้เรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคล รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เข้าอบรมทั้งผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนบุคคลทั่วไป รวมถึงเยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ให้มีรายได้สูงขึ้น มีหนี้สินลดลง และมีการต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มูลนิธิฯ มีเป้าหมายสำคัญในการขึ้นทะเบียนเป็น องค์กรสาธารณกุศล ภายใน 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา  ธนาคารฯ ได้ส่งมอบความรู้ทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชน เยาวชน ผ่านโครงการตังค์โต Know-how รวมทั้งสิ้นกว่า 118,555 ราย นับตั้งแต่ปี 2566 จะดำเนินโครงการภายใต้มูลนิธิไทยเครดิต เพื่อขยายและครอบคลุมในทุกมิติ และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในสังคม

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารมูลนิธิไทยเครดิตได้ที่

Website: http://www.thaicreditfoundation.org
Facebook Page: ตังค์โต Know-how by Thai Credit

สอบถามได้ที่ โทร. 0 2697 5388 Email: info@thaicreditfoundation.org

 

#มูลนิธิไทยเครดิต #ไทยเครดิต #Empower #ThaiCreditFoundation #ThaiCredit



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน