ในโลกของการทูตและเศรษฐกิจ-การค้าระหว่างประเทศ ตัวแปรที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงแค่น้ำมันหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่อาจเป็นผลไม้ที่มีเปลือกหนามและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง ทุเรียน รวมอยู่ด้วย
ทุเรียนได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจทางเศรษฐกิจและเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูตที่ทรงพลังที่สุดระหว่างจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มาพร้อมพัฒนาการอันน่าสนใจ

เพราะในอดีตนี่เป็นเพียงผลไม้พื้นเมืองที่สร้างความฉงนให้กับคนใกล้ชิดทูตชาวจีนคนดังถึงขั้นเบือนหน้าหนีและเปรียบเทียบกับของเน่าเสีย แต่วันนี้มันได้วิวัฒนาการสู่การเป็น “สินค้าเชิงยุทธศาสตร์” ที่สะท้อนถึงการขยายอิทธิพลของจีนในระดับภูมิภาค และการปรับตัวของกลุ่มประเทศอาเซียนภายใต้ความผันผวนของขั้วอำนาจโลก
หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป ภาพลักษณ์ของทุเรียนในสายตาชาวจีนไม่ได้สวยหรูเช่นนี้ โดยตามบันทึกในปี 1413 ของหม่า ฮวน ล่ามประจำกองเรือของเจิ้งเหอ นักเดินเรือและทูตคนดังในประวัติศาสตร์จีน ระบุว่าทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรงราวกับ “เนื้อวัวเน่า”
แต่กลายเป็นว่าอีกกว่า 6 ศตวรรษต่อมา รสนิยมของชาวจีนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยปัจจุบันจีนกลายเป็นตลาดนำเข้าทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองส่วนแบ่งสูงถึง 95% และเฉพาะในปี 2024 ที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าทุเรียนของจีนพุ่งสูงถึงเกือบ 7,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 220,000 ล้านบาท)
ส่วนในไตรมาสแรกของปีต่อมา ยอดนำเข้าผลไม้จากอาเซียนของจีนก็เพิ่มขึ้นเป็น 7,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 236,000 ล้านบาท) ไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีทุเรียนมูลค่ามหาศาลรวมอยู่ด้วย

จากความต้องการทุเรียนในจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนี่เอง ประเทศกลุ่มอาเซียนในฐานะที่เป็นแหล่งเพาะปลูกทุเรียนแหล่งใหญ่ของโลก จึงหันมาใช้ผลไม้ชนิดนี้เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ ใบเบิกทาง และสื่อทางการทูต จนเกิดเป็น “การทูตทุเรียน” ขึ้นมา
ตัวอย่างที่ชัดเจนเริ่มตั้งแต่ปี 1975 เมื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีไทย นำทุเรียน 200 ลูกไปมอบให้ผู้นำจีนเพื่อสานสัมพันธ์ทางการทูต และยังคงมีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งกับไทยเองและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
ข้ามมาในปี 2024 สมเด็จพระราชาธิบดีอิบราฮิมแห่งมาเลเซียได้มอบทุเรียนสายพันธุ์ “มูซังคิง” (Musang King) ให้ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งชาวจีนยกให้เป็น “แอร์เมสแห่งทุเรียน” สื่อถึงความหรูหราและสถานะทางสังคมที่สูงส่ง

นอกจากนี้ภาพของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ที่ร่วมนั่งรับประทานทุเรียนร่วมกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดยใช้มีดและช้อนเมื่อไม่นานมานี้ ยังเป็นการตอกย้ำถึง ตำแหน่งแชมป์พืชเศรษฐกิจ และความสำคัญของการทูตทุเรียนอีกด้วย
ทุเรียนยังฝังลึกอยู่ในเศรษฐกิจและสังคมของมาเลเซีย โดยเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนหลายรายสามารถยกระดับฐานะจากความยากจนสู่ความมั่งคั่ง รายได้จากการส่งออกไปจีนช่วยให้ชาวบ้านเปลี่ยนบ้านไม้ผุพังเป็นบ้านอิฐที่มั่นคง และสามารถส่งบุตรหลานไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้เลยทีเดียว
ขณะเดียวกันมาเลเซียได้ใช้โอกาสนี้ดึงดูดการลงทุนจากจีนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปทุเรียนอย่างครบวงจร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทุเรียนไม่ใช่แค่เรื่องของการค้า แต่คือ “ธุรกิจการเมือง” ที่เชื่อมโยงการลงทุนข้ามชาติเข้าไว้ด้วยกัน
ส่วนเวียดนามก็ไม่น้อยหน้า โดยได้ใช้ทุเรียนผลักดันการเพาะปลูกทุเรียนเพื่อส่งออกจนแซงมาเลเซียขึ้นมาเป็นประเทศผู้ส่งออกทุเรียนอันดับ 2 ของโลก และไล่ตามอันดับ 1 อย่างไทยมาติดๆ พร้อมคว้าโอกาส ใช้เป็นใบเบิกทางในการเปิดประตูตลาดจีนให้กับสินค้าเกษตรชนิดอื่นอีกด้วย
สำหรับจีน ทุเรียนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในยุทธศาสตร์ “เส้นทางสายไหมสายอาหาร” (Food Silk Road) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและกระจายแหล่งนำเข้าสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดตะวันตก ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในปี 2013 ซึ่ง สี จิ้นผิง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของจีน
มาในปี 2025 ที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวนจากการกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ และนำมาสู่นโยบายกำแพงภาษีที่รุนแรงอีกครั้ง จีนได้อาศัยจังหวะนี้กระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น ส่งผลให้ยอดนำเข้าสินค้าเกษตรจากอาเซียนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในพืชเศรษฐกิจอาเซียนสำคัญที่ถูกใช้เป็นสื่อการทูตไปพร้อมๆ กัน คือ ทุเรียน นั่นเอง

จากความไม่แน่นอนของนโยบายของสหรัฐฯ อาจทำให้ประเทศพันธมิตรเดิมของสหรัฐฯ อย่างไทยและฟิลิปปินส์ เริ่มมองเห็นความสำคัญของจีนมากขึ้น โดยมีสินค้าทางการเกษตรอย่างผลไม้ต่างๆ เป็นพระเอก
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย โดยการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็วนำไปสู่ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในอินโดนีเซีย ลาว และมาเลเซีย กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างกรณีของเสือโคร่งมลายู ในมาเลเซีย
นอกจากนี้ ประเทศในอาเซียนยังต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงเรื่องการครอบงำห่วงโซ่อุปทานจากกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน และความไม่แน่นอนของกฎระเบียบทางการค้าในเศรษฐกิจโลกสามารถเปลี่ยนแปลงและผันผวนได้ตลอดตามสถานการณ์การเมือง
จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า ปรากฏการณ์ทุเรียนอาเซียนหลั่งไหลไปจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสนิยมอาหารที่เปลี่ยนไป แต่เป็นกระจกสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่เศรษฐกิจและการเมืองถูกถักทอเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
ในขณะที่ทุเรียนนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจอันมหาศาลและการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตซึ่งในสถานการณ์นี้คือกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะประเทศที่เพาะปลูกและส่งออกทุเรียนไปจีนรายใหญ่ อย่าง ไทย เวียดนามและมาเลเซีย ก็จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้ “ราชาแห่งผลไม้” นี้ยังคงเป็นขุมทรัพย์ที่หล่อเลี้ยงภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต / thejakartapost
