เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ตลอดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและ Home & Living ไทยต้องสะเทือนเมื่อ BetterBe Marketplace Co., Ltd. ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม NocNoc แจ้งตลาดผ่านตลาดหลักทรัพย์ว่าธุรกิจแพลตฟอร์ม จะยุติการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ และจะหยุดรับคำสั่งซื้อภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป หลังจากเผชิญกับการ ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง แม้จะมีการเติบโตของธุรกรรมและยอดขายตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เรื่องราวของ NocNoc จึงไม่ใช่แค่ข่าวปิดกิจการทั่วไป แต่เป็นกรณีศึกษาธุรกิจ Marketplace ที่ “โตทุกปี แต่กำไรไม่เคยมา” อย่างแท้จริง และสะท้อนความท้าทายของโมเดลแพลตฟอร์มในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่การแข่งขันดุเดือด
จากสตาร์ทอัปสู่แพลตฟอร์มใหญ่ของไทย
NocNoc เริ่มต้นในปี 2562 (2019) โดยบริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SCG มีจุดมุ่งหมายสร้าง Marketplace แห่งแรก ๆ ของไทย ที่รวม “ทุกเรื่องบ้าน” ไว้บนแพลตฟอร์มเดียว เชื่อมผู้ผลิต ร้านค้า นักออกแบบ ช่างติดตั้ง และเจ้าของบ้าน ผ่านประสบการณ์เลือกสินค้าและบริการในระบบเดียว
จากจุดเริ่มต้นในตลาด B2C NocNoc ขยายสู่ตลาด B2B ผ่านบริการอย่าง NocNoc for Business และวางตำแหน่งตัวเองเป็น Personalization Platform ที่ใช้ Data และ AI สร้างประสบการณ์การซื้อแบบเฉพาะบุคคล พร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านโครงการ NocNoc Craft เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
ในส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นเริ่มต้นกับ SCG 100% ก่อนที่ปี 2565 SCG จะร่วมทุนกับ บริษัท มัส บี จำกัด (กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Frasers Property และ Thai Beverage) โดยแต่ละฝ่ายถือหุ้น 50% ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 4,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้กลยุทธ์และการลงทุนด้านแพลตฟอร์มจะชัดเจน แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนการเติบโตเหล่านี้ให้กลายเป็นกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา NocNoc สร้างการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2566 ที่รายงานว่ามียอดขายรวมเพิ่มขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบปีต่อปี และมีสินค้ามากกว่า 700,000 SKUs จากหลายพันร้านค้า
แต่ตัวเลขยอดขายที่เติบโต ไม่ได้แปลว่า “ธุรกิจมีกำไร” ในทางบัญชี
เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูผลประกอบการของ เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส ตั้งแต่ปี 2563 พบว่า
ปี 2563 รายได้ 83 ล้านบาท ขาดทุน 459 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้ 200 ล้านบาท ขาดทุน 670 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 165 ล้านบาท ขาดทุน 891 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 411 ล้านบาท ขาดทุน 1,246 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 322 ล้านบาท ขาดทุน 1,123 ล้านบาท
ล่าสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 กับการแจ้งผลขาดทุนทางบัญชีซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดประมาณ 1,800 ล้านบาท
แม้จะมีตัวเลขธุรกรรมเติบโต แต่ “ผลกำไร” NocNoc กำลังเผชิญการขาดทุนหนักในทุกปีเช่นกัน
ในมุมมองของ Marketeer สาเหตุหลักที่ทำให้ SCG และพันธมิตรตัดสินใจปิดแพลตฟอร์ม คือ
1. ขาดทุนต่อเนื่อง แม้ธุรกิจโต
ยอดขายของ NocNoc อาจดูเติบโต แต่อัตราการทำกำไรกลับไม่สอดคล้อง รายได้ไม่เพียงพอจะครอบคลุมต้นทุนที่สูงมาก จากโปรโมชั่น การดำเนินงาน และการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ที่ยังไม่มีสัญญาณชัดว่าการเติบโตของยอดขายจะมาช่วยชดเชย
2. การแข่งขันรุนแรงในอีคอมเมิร์ซ
แม้ตลาด Furniture & Home Decor E-Commerce ในไทยมีมูลค่าสูงแตะระดับ USD ~2.5 พันล้าน (~80,000 ล้านบาท) แต่การแข่งขันก็สูงด้วยเช่นกัน ผู้เล่นรายใหญ่ทั้งระดับท้องถิ่นและต่างชาติพร้อมลงทุนไม่อั้นเพื่อตัดส่วนแบ่งตลาด ความได้เปรียบด้านต้นทุนของคู่แข่งที่ใหญ่กว่า ทำให้ NocNoc ต้องเร่งลดราคาหรือเพิ่มบริการเพื่อดึงลูกค้า แต่ผลกลับเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยไม่สร้างกำไรที่ชัดเจน
3. โมเดลธุรกิจยังขาดความชัดในเชิงยั่งยืน
แม้มีโมเดล B2B และบริการเสริม เช่น AI หรือบริการติดตั้งครบวงจร แต่การแปลงยอดขายเหล่านี้ให้เป็นกระแสเงินสดที่เป็นบวกและสอดคล้องกับต้นทุนจริงยังเป็นเรื่องท้าทาย นอกจากนี้ การใช้ “เงินทุนเพื่อสร้างตลาด” ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเป็นดาบสองคม หากไม่เปลี่ยนมาเป็นกำไรในเวลาที่เหมาะสม จะเป็นภาระของผู้ถือหุ้นและบริษัทแม่อย่าง SCG
ถึงแม้ เรื่องราวของ NocNoc เป็นบทเรียนสำคัญของวงการ Startup และ Corporate Venture ในไทย แต่เป็นตัวอย่างความพยายามของ SCG และผู้เกี่ยวข้องที่พยายามสร้างและพัฒนา Platform ของไทยให้คนไทยได้ใช้กัน
ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer
