ไอคอนสยามฉลองครบรอบ 5 ปี จัด Big World Class Event อาศัย Soft Power ดึงลูกค้า สร้างจุดขายแบบไทยสไตล์
‘ไอคอนสยาม’ จากโปรเจกต์ใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาห้าหมื่นล้าน ด้วยความร่วมมือระหว่าง สยามพิวรรธน์, เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแม็กโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ฉลองครบรอบ 5 ปี ประสบความสำเร็จในฐานะ Global Destination ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกไว้วางใจ
สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ไอคอนสยามได้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือนกรุงเทพฯ จนปัจจุบันครบรอบการดำเนินธุรกิจ 5 ปี
ครึ่งปีแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้เติบโต 25% ประมาณ 3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประสบความสำเร็จจากการสร้างฐานลูกค้าประจำ ทั้งที่เป็นโลคอลที่มีกำลังซื้อสูงและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ซึ่งช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ไอคอนสยามสามารถเติบโตได้ดีแม้กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจะหายไป เพราะถูกทดแทนด้วยกลุ่มลูกค้าโลคอล

ปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าในไอคอนสยามแบ่งเป็นกลุ่มโลคอล 60% เเละนักท่องเที่ยว 40% (จีน มาเลเซีย รัสเซีย ลาว เกาหลีใต้) ลูกค้าระดับ B+ มีค่าใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ 30,000-40,000 เป็นตัวเลขการใช้จ่ายเฉพาะเมมเบอร์ ซึ่ง 40% ของลูกค้าทั้งหมดคือเมมเบอร์ ส่วนตัวเลขคนหมุนเวียนในศูนย์เพิ่มขึ้นเป็น 100,000-120,000 คนต่อวัน
ด้านโครงการ ICS มิกซ์ยูส ไลฟ์สไตล์ ทาวน์ จับกลุ่มลูกค้าที่ต่าง ๆ ไป ในระดับ B+ ลงมาหรือกลุ่มแมส อาศัยธุรกิจค้าปลีกที่ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของคนเข้ามาในศูนย์การค้า
การทำมิกซ์ยูสในส่วนของโดยรอบโครงการ ยังเป็นอีกเหตุผลที่ช่วยให้ไอคอนสยามประสบความสำเร็จตลอดห้าปี เเม้ต้องเผชิญวิกฤตโควิด ซึ่งคุณสุพจน์เลือกใช้คำว่า “เกาถูกที่คัน ที่ไม่ทำแค่ช้อปปิ้งเซนเตอร์” โดยที่ไอคอนสยามจะสามารถแบ่งสัดส่วนพื้นที่ออกได้เป็นร้านอาหาร 20-25% เเฟชั่นและเครื่องประดับ 50% เเละเฮลท์แคร์ที่ให้บริการอินโนเวทีฟ เฮลท์ แอนด์ ไลฟ์สไตล์ 30%

พึ่งพา Soft Power
ตามแผนการผลักดัน Soft Power ของภาครัฐบาล หากเป็นไปตามแผนจะช่วยผลักดันภาคการท่องเที่ยวไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมาก
ซึ่งที่ผ่านมา การปรากฏภาพของไอคอนสยามในซีรีส์และรายการวาไรตี้ของต่างประเทศ ช่วยดึงลูกค้าต่างชาติให้เดินทางมายังศูนย์การค้าอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างในช่วงซีรีส์ดัง King the Land ออกฉาย สัดส่วนกลุ่มลูกค้าชาวเกาหลีใต้จากเดิมที่อยู่ในลำดับ Top10 ขยับขึ้นมาเป็น 5 อันดับแรกของลูกค้าต่างชาติทั้งหมด
โดยในแต่ละปีมีกองถ่ายมาเช่าสถานที่ถ่ายทำ เฉพาะรายการต่างประเทศมากกว่า 50-60 รายการต่อปี กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของไอคอนสยาม อย่างไรก็ตาม ในการถ่ายทำบริษัทไม่ได้คิดค่าเช่าพื้นที่อย่างเป็นทางการนัก เพื่อสนับสนุนการถ่ายทำ เป็นอีกทางที่ช่วยให้ศูนย์การค้าได้โปรโมตในคอนเทนต์เหล่านั้นด้วย
ในลำดับต่อไป บริษัทเตรียมจัดงานยกระดับงานเทศกาล-วัฒนธรรมไทย เป็นกิจกรรมระดับโลก อาทิ งานลอยกระทง ประเพณีงานสงกรานต์ การละเล่นว่าว เป็นต้น เพื่อผลักดัน Soft power ไทย ทั้งวัฒนธรรม อาหาร ภาพยนตร์ แฟชั่น ดีไซเนอร์ และอื่น ๆ ในทุกมิติ สู่ความเป็นสากล ที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมเสพความวิจิตรตระการตาในความเป็นไทยไปพร้อมกัน
ปีหน้าเดินเครื่องรีโนเวต
ปี 2567 กางเเผนรีโนเวตงบลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท ปรับปรุงในส่วนบางพื้นที่ร้าน โดยส่วนใหญ่เป็นบริเวณชั้น M เเละชั้น 1 รวมถึงนำแบรนด์มาเปิดเพิ่มเติมทั้งอินเตอร์เเละโลคอล ทั้งนี้ ภายในศูนย์ฯ ยังขาด F&B ที่อาจต้องเติมเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ขณะที่พื้นที่มิวเซียม ที่ข้างในยังเป็น Bare Shell เฉพาะส่วนนี้อาจต้องใช้งบมากกว่า 200 ล้านบาท
สรุปการเดินหน้าพาไอคอนสยามเติบโตเป็น Global Destination ที่ยิ่งใหญ่ ผ่าน 3 ประเด็น ได้เเก่
- การส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมาย อิงจากความเข้าใจในตัวลูกค้า Customer Insight
- ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้าง World Class Event ที่ยิ่งใหญ่ ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
- ยกระดับงานเทศกาล ประเพณีไทยให้เป็นเทศกาลระดับโลก เพื่อที่จะช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในภาพรวม
แคมเปญฉลองครบรอบ 5 ปีของไอคอนสยาม ‘ICONSIAM – The 5th Anniversary of The ICON Unrivaled’ ร่วมกับพันธมิตร ธนาคารกสิกรไทย, บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด

ทุ่มงบประมาณ 500 ล้านบาท จัดงาน World Class Event เนรมิตพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รังสรรค์การแสดงแสงสีเสียง ตั้งเเต่งานเฉลิมฉลองครบรอบ ไปจนถึงงานเคานต์ดาวน์ ยกทัพนักแสดงและศิลปินต่างชาติระดับโลกมาร่วมฉลอง นำทัพโดย “อีจุนโฮ” พระเอกซีรีส์ ‘King the Land’ และ มาร์ค ต้วน GOT7 K-POP ขวัญใจชาวไทย
บนแนวคิดนำ ‘สิ่งที่ดีที่สุดของไทยบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก’ ตลอด 3 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 9-11 พฤศจิกายน ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม คาดไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 70%
ไอคอนสยามเติบโตและทำธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การร่วมกันรังสรรค์ (Co-Creation) และการสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย (Creating Shared Value) ทำให้สามารถเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนกับทุกภาคส่วน เกิดผลตอบรับเชิงบวกสู่สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ความสำเร็จตลอด 5 ปีของไอคอนสยาม จึงเกิดจากพลังความร่วมมือของพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชนโดยรอบ คุณสุพจน์ กล่าวในตอนท้าย
–
