คนเพ้อฝัน ที่เอาแต่คิดและไม่เคยลุกออกมาทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ คงจะเกลียดบทความนี้ไม่ใช่น้อย เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะได้อ่านในบรรทัดต่อ ๆ ไปนี้ จะทำให้คุณไม่สามารถเอาคำว่า อายุน้อย เงินทุนไม่มี หรือไม่มีเวลา มาเป็นข้ออ้างในการไม่ประสบความสำเร็จอีกต่อไป

ต้องบอกก่อนว่า Marketeer ได้ไปพบกับ 3 คนบันดาลใจที่ว่าในงาน “แกะรอยร้อยล้าน ตอน The Transformers เปลี่ยนมุมคิด พลิกธุรกิจสู่ 100 ล้าน” ที่จัดโดย มัชรูม กรุ๊ป และ SCB SME เป็นงานเดียวที่ได้แรงบันดาลใจกลับบ้านไปแบบเต็มเปี่ยม

ส่วน 3 คนบันดาลใจที่ว่าจะเป็นใคร? ตามมาหาคำตอบได้ จากด้านล่างนี้กัน

เธอคือเด็กสาวที่เรียนไม่จบ แต่จับเงิน 100 ล้านได้ตอนอายุ 23

เธอสนุกกับการหาเงินตั้งแต่ยังมีอายุเพียงแค่ 7 ขวบ ด้วยความที่คุณพ่อเป็นตำรวจก็เลยมักจะมีการจัดงานวันเด็ก จัดงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ที่แฟลทตำรวจ เธอก็เลยชอบที่จะขึ้นเวทีไปประกวดร้องเพลงเพื่อชิงเงินรางวัล พอมาช่วงอายุ 15 ก็เริ่มทำพาร์ทไทม์ตามร้านอาหารต่าง ๆ หารายได้เสริมในช่วงปิดเทอม

ตอนอยู่ม.5 เธอก็เริ่มเอาของกระจุกกระจิก เอาขนมต่าง ๆ แบกใส่กระเป๋าไปขายให้กับเพื่อนที่โรงเรียน ขายได้กำไรเดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็เริ่มคิดอยากจะต่อยอดเงินให้เพิ่มขึ้น เธอก็เลยรับพรีออเดอร์ครีมจากเกาหลี ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่น ๆ ในกระเป๋าก็จะมีหนังสือเรียน มีกล่องดินสอ แต่ในกระเป๋าของเธอกลับเต็มไปด้วยแคทตาล็อกครีม ที่เตรียมพร้อมจะขายของตลอดเวลา กลายเป็นที่มาของฉายา ‘โอ๋ กระเป๋าถือ’ ที่ชื่อเต็ม ๆ ของเธอคือ ธิวาภรณ์ จิตกล้า

จากที่เคยชอบหาเงินตั้งแต่ยังเด็ก ๆ การหาเงินในตอนนี้เริ่มมีเป้าหมายมากขึ้น เมื่อรู้ว่ายังไงก็ไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลแข่งกับคนอื่นไม่ได้ คุณโอ๋เลยตั้งใจจะเก็บเงินเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเอกชน

พอเห็นแบบนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็เลยรู้สึกเป็นห่วง ไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอทำ ว่าแทนที่จะเอาเวลาไปตั้งใจอ่านหนังสือ แต่เธอกลับเอาแต่ขายของ

และเพื่อพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าสิ่งที่เธอทำ มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เธอก็เลยตั้งเป้าจะเก็บเงินซื้อบ้านให้พ่อหลังจบม.6
สุดท้ายเธอก็สามารถทำมันได้จริง ๆ กับ บ้านราคาหลังละ 5.4 ล้านบาท แถมยังมีเงินส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีค่าเทอมหลัก 4 หมื่นได้สำเร็จ

หลายคนเกิดความสงสัย ว่าคุณโอ๋เอาเงินมาจากไหนตั้งมากตั้งมาย? จริง ๆ แล้วมันก็เป็นเงินที่มาจากความขยันเกินเด็กของเธอนั่นแหละ อย่างตอนที่ลองไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาล พอเห็นคนมาต่อแถวเข้าห้องสอบเป็นหมื่นเธอก็รู้สึกถอดใจ ว่ายังไงทางนี้ก็ไม่ใช่ทางของเธอ

คุณโอ๋ก็เลยรีบนั่งรถกลับบ้าน แต่กลับมาอีกครั้งพร้อมกับแบกของมาขายเด็กนักเรียนที่มาสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นแหละ!

แม้จะเริ่มขายครีมออนไลน์ตั้งแต่ยังไม่มีเขาขายกัน แต่พอเทรนด์เริ่มมา สุดท้ายคุณโอ๋ก็โดนเหล่าเน็ตไอดอล หรือแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีเงินทุนมาแย่งฐานลูกค้าไปจนหมด จากที่เคยขายดิบขายดี ก็กลายเป็นขายไม่ได้ 6-7 เดือนไม่มีกำไร สุดท้ายคุณโอ๋ก็เลยตัดสินใจกลับต่างจังหวัดเพื่อมาพักใจ

แต่จู่ ๆ คุณโอ๋ก็ฉุกคิดได้ว่า ‘ชีวิตจะหยุดอยู่แค่นี้จริง ๆ หรอ พอแค่นี้แล้วหรอ’ พอคิดไปคิดมาคุณโอ๋เลยตัดสินใจให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง เลยมานั่ง brainstorm อีกทีว่าจะขายอะไร จนกระทั่งมาเจอกับสบู่ ที่กลายเป็นจุดพลิกผัน ทำให้เธอกลายเป็นคนอายุน้อยที่แตะเงินร้อยล้านได้

“ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกัน ว่าเราจะขายได้ไหม เพราะแค่เดินไปปากซอยไม่ว่าจะเป็นร้านโชว์ห่วยหรือร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหญ่ ก็ล้วนแล้วแต่มีสบู่ขายกันทั้งนั้น แต่ในเมื่อตำมั่วยังเปลี่ยนร้านส้มตำบ้าน ๆ ให้กลายเป็นร้านส้มตำที่ขึ้นห้างได้ แล้วทำไมเธอจะทำไม่ได้”

คุณโอ๋เลยตัดสินใจปรับภาพลักษณ์ของสบู่ ให้ดูเกาหลีทั้งตัวแพ็กเกจ หรือแม้กระทั่งชื่อแบรนด์ที่ใช้ชื่อว่า HO-YEON จำหน่ายผ่านระบบตัวแทนจำหน่าย กระจายไปยังตามต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่ม Target ที่มี Demand มากแต่ Supply น้อย

และด้วยระบบตัวแทนจำหน่ายของเธอนี้เอง จึงทำให้ภายใน 1 วันเธอสามารถขายสบู่ได้กว่า 1 แสนก้อน และ 3 ล้านก้อนภายในเวลาครึ่งปี

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เลยทำให้คุณโอ๋กลายเป็นเด็กสาวอายุ 26 ที่เป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่ากว่า 376 ล้านบาท !

จากเด็กหนุ่มต่างจังหวัดที่ต้องบวชเพราะไม่มีเงินกินข้าว
สู่เจ้าของอาณาจักรอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มูลค่า 7,000 กว่าล้าน

“ผมเป็นคนนครศรีธรรมราช เป็นเด็กต่างจังหวัดที่บ้านยากจน พอจบป.6 ก็บวชต่ออีก 2 ปี นอกจากจะบวชให้แม่ตามความเชื่อที่อยากจะเกาะชายผ้าเหลืองลูกขึ้นสวรรค์แล้ว ผมยังต้องบวชเพราะที่บ้านไม่มีตังค์เลี้ยงดูอีกด้วย”

แต่สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้ตัดสินใจสึกออกมาเป็นเพราะคำพูดจากคน ๆ หนึ่งที่ได้เคยบอกเอาไว้ว่า “เราบวชเนี่ยยังไงก็สบาย เพราะวัน ๆ หนึ่งก็มีแต่บิณฑบาตร ทำวัตร สวดมนต์ แล้วก็เข้านอน แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่สิ ยังต้องเหนื่อยต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงชีพ”

เมื่อสึกออกมา เขาเลยตัดสินใจออกมาชกมวยเพื่อเอาหมัดแลกเงินมาเลี้ยงชีพตัวเอง ที่บอกว่าเลี้ยงชีพได้ เพราะเขาเป็นนักมวยที่ขึ้นต่อยแบบเป็นจริงเป็นจัง ไม่ว่าสังเวียนรังสิต สำโรง หรือแม้กระทั่งเวทีมวยราชดำเนิน เขาก็ไปมาแล้วทั้งนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้มีโอกาสก้าวเข้ามาทำงานที่ไทยพาณิชย์ ด้วยความที่ชอบคอมพิวเตอร์เป็นทุนเดิม เวลาคอมของเพื่อนมีปัญหา ก็มักจะให้เขามาเป็นคอมซ่อมให้ ทีนี้ก็กลายเป็นปากต่อปาก ว่าคอมของใครใช้ไม่ได้ก็ให้มาซ่อมกับคน ๆ นี้สิ

เมื่อคนเริ่มเอาคอมมาให้ซ่อมเยอะขึ้น จากงานเสริมก็แทบจะกลายเป็นงานหลัก ทีนี้เขาเลยบอกกับเพื่อนพนักงานทุกคนว่า ‘ผมซ่อมคอมให้ได้ หาเครื่องใหม่ให้ได้ แต่ขอบวกเพิ่มเครื่องละ 2,000 – 3,000 นะ’ ซึ่งหลายคนก็ยอมจะจ่ายส่วนต่างตรงนี้ให้กับเขา เพื่อแลกกับความสะดวก และความสบายใจ

หลังจากนั้นเขาก็ได้เปลี่ยน ลานจอดรถของธนาคารไทยพาณิชย์ ให้กลายเป็น Headquarter ขนาดเล็กในการส่งคอมพิวเตอร์ให้กับเพื่อนพนักงานคนอื่น ผ่านไป 3 ปี เขาสามารถขายคอมพิวเตอร์ไปได้กว่า 200 เครื่องเลยทีเดียว

จุดเปลี่ยนจาก Headquarter ที่ลานจอดรถของธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่จนกลายมาเป็นหน้าร้าน เกิดจากการที่เห็นล็อคว่างในเซียร์รังสิต ซึ่งในตอนนั้นมีราคาค่าเช่าเพียงแค่ 16,000 เท่านั้น และด้วยความที่เห็นว่าการขายคอมพิวเตอร์มันยังไปต่อได้อีกมาก เขาจึงตัดสินใจเช่าร้านที่นั่น

และก่อนจะเปิดร้านอย่างเป็นจริงเป็นจัง เขาเลือกที่จะเข้าไปขอช่วยงานที่ร้าน ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นร้านเดียวกับที่เขาเคยรับคอมพิวเตอร์มาขายตอนทำงานอยู่ที่ไทยพาณิชย์ โดยเลือกที่เอากล่องคอมพิวเตอร์เปล่า มาเป็นค่าแรงแทนเงินเดือน

จุดนี้เอง กลายเป็นที่มาของอาณาจักรคอมพิวเตอร์แนวหน้าของไทย ที่มีมูลค่ากว่า 7 พันกว่าล้านบาทอย่าง J.I.B ที่ก่อตั้งโดย อดีตพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ อย่าง คุณจิ๊บ สมยศ เชาวลิต


ส่วนคำตอบที่ว่าทำไมคุณจิ๊บถึงเลือกเอากล่องเปล่าแทนการเอาค่าแรง คุณจิ๊บบอกว่า เพราะตอนเปิดร้านใหม่ ๆ เขายังไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถสต็อกของไว้ได้เยอะ ๆ การเอากล่องเปล่ามาวาง จึงทำให้ลูกค้ารู้สึกมีความเชื่อถือมากขึ้น

และไม่น่าเชื่อว่าร้านคอมพิวเตอร์กล่องเปล่าจะสามารถเติบโต จนสามารถกู้เงิน 350 ล้านจากธนาคารมาต่อยอดธุรกิจได้

พอเข้าปีที่ 2 J.I.B ขยายไปมากถึง 92 สาขา เปิดถี่เปิดเยอะจนไม่กล้าบอก Supplier ว่าเปิดอีกแล้ว เพราะเกรงใจที่พวกเขาจะต้องเอากระเช้ามาแสดงความยินดีอยู่แทบทุกอาทิตย์

จากที่หวังว่าการเปิดเยอะจะช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่สุดท้ายด้วยความที่สาขาเยอะจนเกินไปกลับทำให้คุณจิ๊บขาดทุน เพราะเขาไม่สามารถดูแลทุกสาขาให้มีคุณภาพดีได้อย่างทั่วถึง บวกกับตอนนั้นเป็นช่วงที่ สตีฟ จ็อบส์เริ่มมา สตีฟ จิ๊บก็เลยเริ่มแย่

คุณจิ๊บเลยแก้ปัญหา ในเมื่อต้นตอของมันมาจากจำนวนสาขาที่เยอะจนเกินไป เขาก็เลยไล่ปิดสาขาที่ขาดทุนให้หมด หรือสาขาไหนที่ทำท่าจะไปไม่รอด คุณจิ๊บก็โทรบอกลูกน้องว่าถ้าอาทิตย์นี้ทำยอดไม่ได้ จะปิดร้านทิ้ง!
จาก 180 สาขา ก็เหลือ 120 สาขา และเมื่อเรียนรู้การจัดระบบที่ดี การเทรนด์พนักงานให้สามารถแนะนำลูกค้าที่เดินเข้ามาซื้อได้ จนถึงตอนนี้ J.I.B มีสาขารวมทั้งหมด 140 ที่ทั่วประเทศไทย

ซึ่งสาขาที่ขายดีที่สุด คือสาขาออนไลน์ ขายดีขนาดที่ว่า J.I.B เป็นแบรนด์ที่สร้างยอดขายผ่านระบบ E-Commerce ได้เป็นอันดับ 2 รองจาก Lazada เท่านั้น

น่าแปลกว่าสินค้าประเภท IT ที่คนส่วนใหญ่ต้องการเช็คสินค้า ต้องการจับของก่อนจะเลือกซื้อไปกลับมีคนสนใจมาซื้อผ่านออนไลน์ ที่ทำแบบนี้ได้ เพราะคุณจิ๊บบอกกับเราว่า จุดเด่นการสั่งของออนไลน์ของ J.I.B คือการที่ส่งถึงมือลูกค้าในกรุงเทพภายในเวลาเพียงแค่ 4 ชั่วโมง ต่างจังหวัดเพียงแค่ 1 วัน ไม่ใช่แค่แข่งกับ E-Commerce เจ้าอื่น แต่ J.I.B ยังแข่งกับห้างด้วยเช่นกัน

เพราะกว่าจะขับรถไปที่ห้าง ไปหาที่จอดรถ ขับรถกลับบ้าน รวม ๆ แล้วก็ต้องมี 4 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ แต่ถ้าสั่งสินค้าจาก J.I.B ผ่านทางออนไลน์ คือแค่คลิก แล้วรอคนมาส่งของที่บ้านก็แค่นั้น

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้ J.I.B ประสบความสำเร็จนั่นคือการที่คุณจิ๊บสามารถปิดยอดขายได้แบบวันต่อวัน โดยเขาจะมี Dashboard ในมือถือ เป็นโปรแกรมที่เอาไว้เช็คแบบเรียลไทม์ว่าสาขาไหนขายได้เท่าไหร่ เซลล์คนไหนเป็นคนที่ขายได้บ้าง

เช่นถ้าหากวันนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 5 แสนบาท แต่ถ้าบ่ายสามโมงแล้วยังขายได้แค่แสนห้า คุณจิ๊บก็จะสามารถกระตุ้นพนักงานระหว่างวัน เพื่อทำยอดไปให้ถึงเป้าให้ได้

Key Success ของ J.I.B จึงไม่ใช่แค่ยอดขายที่แตะถึงเป้าทุกวัน แต่คือ การจัดระบบที่ดีต่างหาก

เขาคือคนที่เปลี่ยนร้านส้มตำห้องแถว ให้กลายเป็นแฟรนไชส์ จนขยายสาขาไปต่างประเทศ

จากคนโฆษณาที่อยู่ในตำแหน่ง Creative Director ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สูง เงินเดือนเยอะ และต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะปีนขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ คุณเบสท์ ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ ก็เลยกลับมาฉุกคิดว่า สร้างแบรนด์ทำโฆษณาให้คนอื่นประสบความสำเร็จมาก็มากแล้ว แล้วทำไมไม่ลองทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวดูบ้าง

ซึ่งสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของคุณเบสท์ก็คือ ‘นครพนมอาหารอีสาน’ ร้านส้มตำของคุณแม่ของเขา แม้จะเปิดขายมาเป็นสิบ ๆ ปี แต่น่าแปลกใจว่า ไม่มีใครสามารถจำชื่อร้านได้เลย จะเรียกก็แต่ร้านส้มตำป้าน้อย ร้านส้มตำหน้าโรงเรียนก็แค่นั้น

เมื่อถามถึงการทำบัญชีร้านต่าง ๆ คุณแม่ของเขากลับบอกว่า ไม่เคยทำจำไม่ได้ “เอาเป็นว่าส่งลูกเรียนจบก็แล้วกัน”

ที่พูดมาเหมือนจะเป็น Life Cycle ของร้านส้มตำร้านหนึ่งก็เท่านั้น แต่ถ้าได้ลองมองดี ๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็น ปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานแล้วต่างหาก

เมื่อเป็นแบบนี้ คุณเบสท์เลยตัดสินใจเข้าไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เริ่มโดยการ ลด Quantity แล้วเพิ่ม Quality จากที่ร้านเคยมี 40 กว่าโต๊ะก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 20 โต๊ะ จากที่เคยมี 200 กว่าเมนู ก็ลดเหลือไม่ถึงร้อย แล้วหันไปเน้นคุณภาพ ไปสร้าง Story ให้กับเมนูนั้น ๆ แทน เช่น มะละกอกินแล้วมีประโยชน์ยังไง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้ามากขึ้น

และในช่วงที่คุณเบสท์หันมาสร้างแบรนด์ใหม่แรก ๆ คนย่านนั้นต่างก็เกิดความสงสัยว่า แค่ร้านส้มตำคูหาเดียว ทำไมจะต้องทำโลโก้ให้เว่อร์วังด้วย ซึ่งคุณเบสท์ก็โต้ตอบคำครหานี้ในใจด้วยคำตอบที่ว่า

“เพราะผมไม่ได้คิดจะทำแค่สาขาเดียว แต่ผมคิดไปไกลกว่านั้น การทำโลโก้เป็นรูปพริก ก็เป็นการคิดเผื่อเหมือนกัน เพราะถึงจะอ่านภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษไม่ออก แต่ก็จะทำให้คนรู้ได้ทันทีว่าร้านของเราขายส้มตำ”

และด้วยความที่เตรียมการมาอย่างดีทั้งหมด เมื่อถึงวันที่เปิดขายวันแรก จึงสามารถกวาดยอดขายไปได้ !!!

2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอะไร ที่ขายไม่ดีมาก ๆ

แทนที่จะท้อถอย ว่าสิ่งที่อุตส่าห์เตรียมการมาอย่างดีดันแป๊ก แต่คุณเบสท์กลับรีบลุกขึ้นมาแก้ปัญหา ด้วยการยื่นข้อเสนอเปลี่ยนเสื้อวินตัวใหม่ให้กับเหล่าวินมอเตอร์ไซค์ โดยที่ด้านหลังของเสื้อนั้นมีโลโก้ของตำมั่วสกรีนเอาไว้อยู่

โดยเขามองเสื้อของวินมอเตอร์ไซค์เป็นโฆษณาเคลื่อนที่ เมื่อขับไปรับไปส่งลูกค้าที่ไหน ก็จะทำให้ผู้คนบริเวณนั้น ๆ ได้มองเห็นตำมั่วไปด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่าเป็น Free Media ที่ Win-Win กันทั้งสองฝ่าย ฝั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ได้เสื้อวินตัวใหม่ ส่วนตำมั่วก็ได้โฆษณาแบรนด์เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ เมือง


และด้วยการแก้เกมที่รวดเร็วแบบนี้ จึงไม่แปลกใจว่าหลังจากเปิดสาขาแรกได้เพียง 1 ปี เขาก็ตัดสินใจขยายมาเป็นสาขา 2 ในปีต่อมา ที่โต๊ะเต็มทุกเที่ยง ถ้าจะกินต้องโทรจองล่วงหน้า !

เมื่อเห็นสาขาที่ 2 ไปได้สวย เขาจึงเริ่มขยายสาขาที่ 3 ตามมา ซึ่งนี่ เป็นสาขาที่ให้ทั้งการขาดทุนและบทเรียน ที่ให้คุณเบสท์ รู้จักกับคำว่า ‘การวางระบบร้านอาหาร’ ได้อย่างลึกซึ้ง

เพราะตอนขยายสาขาไม่ได้คิดเผื่อเอาไว้ว่ากำลังคนจะไม่พอ ดูแลลูกค้าได้ไม่ทั่วถึง และพอไม่มีการเซ็ตระบบที่ชัดเจนพนักงานก็โกงวัตถุดิบได้ง่าย รสชาติอาหารไม่เหมือนกับสาขาแรกและสาขาที่สอง

สุดท้ายยอดขายก็ไม่เป็นไปตามเป้า คุณเบสท์เลยหาทางออกของการขยายสาขา ด้วยการเลือกขายแฟรนไชส์แทน และพอมีคนมาช่วยทำช่วยบริหาร จากที่เคยต้องบริหารที่ละร้าน ๆ คุณเบสท์ก็เลยหันมาโฟกัสที่การวางระบบแทน

และถ้าระบบที่คุณเบสท์วางไว้มันไม่ดีพอ ‘ตำมั่ว’ คงจะขยายไปกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ และยังมีสาขาในประเทศเพื่อนบ้านแบบทุกวันนี้ไม่ได้

สิ่งที่คุณเบสท์ได้ฝากไว้ก่อนจะลงจากเวทีเสวนาไป คือคำพูดที่ว่า “ในทุกธุรกิจ ทุกโปรดักส์ มีโอกาสของมันอยู่ อย่างตำมั่วเอง ใครจะคิดว่าร้านส้มตำธรรมดา ๆ จะขยายสาขาไปทั่วประเทศได้ และสาขาที่ขายดีที่สุดคือที่นครศรีธรรมราช ทั้ง ๆ ที่ใคร ๆ ก็บอกว่า คนใต้ไม่นิยมกินส้มตำ”


นอกจากจะเป็นงานสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คนได้กล้าลุกขึ้นมาทำตามความฝันแล้ว งานนี้ยังสะท้อนไปที่กลยุทธ์หลักของทางไทยพาณิชย์ ที่เริ่มจะหันมาทำตลาดกับคน Generation Y มากขึ้นอีกด้วย

ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และ Win-Win กันทั้ง 2 ฝ่าย คือผู้ฟังได้รับแรงบันดาลใจกลับบ้านไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนตัวแบรนด์เองก็ยังได้ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ของคน Generation Y มากขึ้นอีกด้วย

ทีนี้ก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่า ทำไมที่ผ่าน ๆ มา ไทยพาณิชย์ถึงกลายเป็นธนาคารที่ครองผลกำไรสูงสุดมานานติดต่อกันหลายปี



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer