เข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าเทคโนโลยีจะเข้ามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและจะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์อย่างเรา ในโรงงานอุตสาหกรรมมีการนำเอาหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้เพิ่มมากขึ้น ธนาคารใหญ่กำลังทยอยปิดสาขา ธุรกรรมต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ไม่เชื่อมั่นคนกลางอีกต่อไป ไม่ใช่กับแค่คนทำงานหรือผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้นที่นั้นที่ตื่นตัว แต่เว็บไซต์หางานก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน แล้วทีนี้เว็บไซต์หางานต่าง ๆ จะมีกลยุทธ์มารับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไง?

เพื่อตอบข้อสงสัยของทุกคน วันนี้ Marketeer เลยได้ต่อสายตรงไปยัง คุณทัศไนย เหมือนเสน หรือ คุณปุย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค จำกัด ที่ได้มาให้มุมมองเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวของเว็บไซต์ JOBBKK.COM หนึ่งในเว็บไซต์หางานชั้นนำของไทย ได้แสดงความคิดเห็นเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

โดยบทความนี้จะแบ่งออกเป็น 3 มุมมอง เพื่อให้ทุกคนได้อ่านกันแบบง่าย ๆ ซึ่งจะเป็นคอนเทนต์ที่ครอบคลุมตั้งแต่คนทำงาน ผู้ประกอบการ รวมไปถึงการปรับตัวของเว็บไซต์หางานอย่าง JOBBKK.COM เอง เรียกได้ว่าอ่านแค่บทความเดียว แต่สามารถตอบคำถามของการปรับตัวในการทำงานได้ทั้ง Ecosystem เลยทีเดียว ส่วนจะเป็นอะไรบ้าง ? ตามมาอ่านกันเลยดีกว่า

ในมุมมองของมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ต้องปรับตัวยังไง ?

ไม่อยากให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ ต้องอย่าท่อง Script ทำงาน

เวลาทำงาน ถ้าเราทำงานแบบให้ผ่านไปวัน ๆ ทำงานซ้ำ ๆ ในรูปแบบเดิม ๆ ตัวงานไม่สามารถเพิ่มคุณค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้ เป็นสัญญาณอันตรายที่งานของคุณจะถูกแทนที่ได้ในอนาคตแน่นอน

สิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีเริ่มจะเข้ามาแทนที่มนุษย์อย่างเรา ๆ นั่นก็คือ การที่ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์สามารถผลิตซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ ในต้นทุนที่ต่ำกว่ามนุษย์มาก ที่สำคัญไม่ดราม่าด้วย

คุณปุยจึงบอกว่า ถ้าหากไม่อยากโดนองค์กรเทหรือเทคโนโลยีมาแย่งงานไป เราต้องห้ามท่อง Script ไปทำงาน เราต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับงานยุคใหม่ เพื่อเข้าถึงหัวใจลูกค้า และงานที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกค้า (facing to customer) เช่น facing sale หรือ HR เป็นต้น ยังคงเป็นที่ต้องการในธุรกิจ เพราะมนุษย์ยังไม่เชื่อมั่นในหุ่นยนต์ในระยะเริ่มแรก

สิ่งเดียวที่มนุษย์จะไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ได้คือ ความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) และต้องเริ่มที่จะพัฒนาความองค์ความรู้ (Hard skills) ที่สูงขึ้น จะต้องมีการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการพัฒนาทักษะ (Soft skills) ใหม่ ๆ ในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย

ยุคทองของ STEM

คุณปุยบอกต่อว่า STEM เป็นศาสตร์ของความรู้ที่มาจาก 4 สาขาวิชา คือ S = Science (วิทยาศาสตร์) T = Technology (เทคโนโลยี) E = Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) M = Mathematic (คณิตศาสตร์)องค์ความรู้วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ที่มีความเชื่อมโยงกัน

ในยุค Thailand 4.0 นั้น คนทำงานสมัยใหม่ต้องศึกษาองค์ความรู้เพิ่มเติมจาก 4 ศาสตร์วิชาเพื่อนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น คนที่เรียนจบทางด้านเกษตรกรรม ต้องนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อให้เป็น smart agriculture หรือ smart farm สามารถสร้างผลผลิตและเพิ่มมูลค่าในการทำการเกษตรในอนาคตได้ เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็น smart people รองรับ Thailand 4.0

ในมุมมองผู้ประกอบธุรกิจก็ต้องปรับตัวให้ทันตามเทรนด์

อย่ามุ่งเน้นแต่แทนที่ เน้นให้เร่งพัฒนาทักษะคน

คุณปุยได้ยกกรณีตัวอย่างของ Industry 4.0 ในประเทศเยอรมัน ให้ฟัง โดยอ้างข้อมูล Man and Machine in industry 4.0, Boston Consulting Group 2015 ได้ทำการรวบรวมข้อมูลและพยากรณ์เกี่ยวกับงานในอุตสาหกรรม โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากคนทำงาน 7 ล้านคน ใน 40 สาขาอาชีพ เพื่อเป็นกรณีศึกษาได้ว่า

ในปี 2015-2025 ตำแหน่งงานเกี่ยวกับทางด้านการผลิตในโรงงานจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ประมาณ 610,000 คน แต่ในขณะเดียวกันจะมีการเพิ่มตำแหน่งงานทางด้าน IT , นักวิทยาศาสตร์ทางด้านข้อมูล (Data Scientist) , งานทางด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) , นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development) และงานทางด้านการควบคุมหุ่นยนต์ (Robot Coordinate) จะเพิ่มขึ้นมา 960,000 อัตรา ซึ่งจะเห็นได้ว่าในยุค Industry 4.0 ในประเทศเยอรมัน จะสร้างอาชีพเพิ่มขึ้นถึง 350,000 อัตรา ไหนใครบอกจะมาแทนที่ล่ะ???

แต่คนทำงานต้องมีการพัฒนาทักษะ ความรู้และความสามารถที่สูงขึ้น ฉะนั้นทุกธุรกิจต้องเตรียมรับมือให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้ เริ่มต้นพัฒนาทักษะ ความรู้และความสามารถของพนักงานในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อให้มีแรงงานพร้อมใช้เมื่อถึงเวลา!

องค์กรก็ต้องมีการปรับตัว

ประเด็นที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง องค์กรส่วนใหญ่ก็ต้องมีการปรับด้าน workplace ให้เป็น dynamic workplace ไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ทำงานได้ หรือบางที่เป็น hybrid workplace ที่คนต้องทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ ด้วยเทรนด์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป บวกกับเทคโนโลยีที่รองรับในปัจจุบัน ทำให้คนทำงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้

คนบางกลุ่มจึงเริ่มที่จะทำงานแบบ Work Where I Want หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง มี software ที่เข้ามาใช้ในการบริหารงานและบริหารคนผ่านระบบ Cloud Computing ที่สามารถเข้าถึงตลอดเวลา แต่ได้งานดีกว่าเดิมและไม่ใช่แค่กับคนทำงานที่จะได้ประโยชน์จากตรงนี้เท่านั้น แต่ตัวผู้ประกอบการเองก็สามารถประหยัด Cost ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ที่จ่ายน้อยลงอีกด้วย ที่สำคัญ เผลอ ๆ อาจจะได้คุณภาพที่ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ !

การปรับตัวของเว็บไซต์หางาน JOBBKK.COM

ทั้งคนกรุงเทพและต่างจังหวัด ต่างก็มีค่านิยมในการทำงานที่เปลี่ยนไป

จากที่เคยมีค่านิยมในการเรียนสูง ๆ เพื่อจะได้เงินเดือนเยอะ ๆ ได้ทำงานกับบริษัทใหญ่ ๆ ตอนนี้ความคิดของเด็กจบใหม่และ First Jobbers ในกรุงเทพฯ เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่ไม่อยากได้เงินเยอะ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่อยากเป็นลูกน้องใครซึ่งนี่เป็นผลพวงจากกระแส Young Entrepreneurs ที่อายุน้อยแต่ก็สามารถประสบความสำเร็จได้

ส่วนคนต่างจังหวัด จากแต่ก่อนที่เรียนแล้วจะต้องเข้ามาหางานในกรุงเทพฯ คนกลุ่มนี้เริ่มหันกลับมาทำงานที่บ้านเกิดของตัวเองมากขึ้น ซึ่งค่านิยมตรงนี้มาจากเหตุผลที่ว่า ค่าครองชีพในต่างจังหวัดนั้นถูกกว่าที่กรุงเทพมาก บวกกับโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัดที่พัฒนาไปมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เว็บไซต์ JOBBKK.COM มีนโยบาย “JOBBKK.COM หางานทั่วไทย ไปทุกภาค” เพื่อลด digital divide (ความเหลื่อมล้ำในสังคม) โดยกระจายงานออกไปสู่ภูมิภาค เพิ่มภาวะการมีงานทำเพื่อสนับสนุนไทยแลนด์ 4.0 และนโยบายของภาครัฐ ในยุคที่เทคโนโลยีจะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์

การใช้กลยุทธ์และ workforce Educate ตลาด ที่ทำตั้งแต่เด็กปี 1 เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนที่จะเข้าสู่การเรียน ซึ่งโดยส่วนใหญ่บริษัทจัดหางาน ก็จะมุ่งเน้นไปยังเด็กจบใหม่หรือเด็กปี 3 ปี 4 แต่ก็แปลกใจว่า JOBBKK.COM กลับมุ่งเน้นที่จะทำตลาดไปยังเด็กปี 1 ด้วยวิธีการ Educate ที่ให้ความรู้ รวมถึงการแนะแนวความชอบตั้งแต่ต้นทาง

“สาเหตุที่ผมเลือก Educate เด็กตั้งแต่ยังอยู่ปี 1 ก็เพราะว่า จากการไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ แล้วลองสำรวจความคิดของเด็กปี 4 ว่า ทำไมถึงเลือกเรียนในสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ เชื่อไหมว่าคำตอบมากกว่าครึ่ง บอกผมว่าเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร หรือไม่ก็เป็นเพราะพ่อ-แม่บอกให้มาเรียน จบมาก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไร เรียนแค่เอาใบปริญญาเท่านั้น”

คำตอบตรงนี้เอง ทำให้คุณปุยรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำให้เด็กถอดใจไม่เรียนต่อ หรือตัดสินใจซิ่ว เพื่อจะเปลี่ยนไปเรียนสาขาอื่น ๆ ที่ตัวเองได้ค้นพบ จนทำให้เสียเวลาไปอย่างน้อยก็ 4 ปี ไม่ใช่เพราะอาจารย์สอนไม่สนุก แต่เพราะพวกเขาไม่ได้ชอบสิ่งที่เรียนอยู่จริง ๆ หรือยังค้นหาตัวเองไม่เจอต่างหาก

เมื่อ JOBBKK.COM เห็นปัญหาตรงนี้จึงได้เข้าไปช่วยสถาบันการศึกษาในการให้ความรู้ ความเข้าใจและแบ่งปันประสบการณ์กับนักศึกษาตั้งแต่ปฐมนิเทศน์เพื่อแนะแนวทางที่ถูกต้องในการวางแผนทางด้านอาชีพกันตั้งแต่ปีแรกของการเข้าสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

เตรียมเปิดตำแหน่งงานใหม่ที่รองรับ ไม่ใช่แค่งานไม่ประจำ

เพราะงานในอนาคตรูปแบบของงานจะเปลี่ยนจากงานประจำ (Permanent Jobs) เป็นงานชั่วคราว (Temporary Jobs) งานแบบเป็นชิ้นงาน (Tasks) หรืองานประจำจะถูกให้ผู้เชี่ยวชาญข้างนอกจะเข้ามามีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้นในรูปแบบงาน Outsourcing

ในอนาคตคนทำงานเก่ง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงจากที่ผมมีข้อมูลหลาย ๆ ประเทศมีจำนวนชั่วโมงการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ได้งานมากกว่าเดิม ทำให้คนทำงาน ทำงานเพียงแค่ที่คุณต้องการเท่านั้น “Work when you want” ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าในปัจจุบัน

เมื่อผู้คนเริ่มหันมาทำงานแบบ “Work When you want” กันมากขึ้น ภายในไม่เกิน 6 เดือนข้างหน้าเว็บไซต์ JOBBKK.COM ก็เลยเตรียมที่จะเปิดให้มีการหางานในรูปแบบ Freelance, OutSource และการบริหารการจัดการงานแบบ Task ในระบบ

นอกจากตำแหน่งงานแบบ impermanent job แล้ว ทางเว็บไซต์ JOBBKK.COM ก็ยังมี Category งานในรูปแบบของสหกิจศึกษาที่จะทำร่วมกับบริษัทเอกชนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศอีกด้วย

ถามว่าสหกิจศึกษาคืออะไร ? อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็เหมือนการฝึกงานเนี่ยแหละ เพียงแต่เป็นการปฏิบัติงานจริงเหมือนกับเป็นพนักงานของบริษัทนั้นจริง ๆ มีการประเมินผลงานจริง โดยยังไม่จำเป็นจะต้องมีใบปริญญามาการันตี

ซึ่งระบบสหกิจศึกษายังทำให้เหล่านักศึกษาได้เตรียมพร้อมต่อโลกการทำงานจริง ๆ อีกด้วยและถ้าทำงานได้ดี นี่คือโอกาสที่บริษัทนั้น ๆ จะว่าจ้างนักศึกษาให้เข้ามาเป็นพนักงานต่อในระยะยาว

นำเทคนิคการ Machine learning และ Data Analytics มาวิเคราะห์งานที่ตรงใจได้ตรงจุดมากขึ้น

นอกจากการ Educate ตลาดผ่านการใส่คอนเทนต์ลงไปในเว็บไซต์ อีกหนึ่งสิ่งที่ทำ JOBBKK.COM โดนเด่นกว่าเว็บไซต์หางานเจ้าอื่นนั่นก็คือการนำเทคโนโลยี Machine learning (การทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้ข้อมูลและทำนายข้อมูลได้) และ Data Analytics ที่เกิดจาก Big Data เข้ามาใช้

พูดไปอาจจะยังไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้น Marketeer ก็ขอยกตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นภาพกันเลยดีกว่าโดยปกติแล้ว การเข้ามาหางานของคน ๆ หนึ่งในเว็บไซต์ จะใช้เวลาในการหาประมาณ 15 วัน ซึ่งการจะเข้ามาหางานใน JOBBKK.COM ได้จำเป็นจะต้อง Register แล้ว Log-In เข้าระบบเสียก่อน เมื่อ Log-In เข้ามาหางาน ระบบก็จะดึงข้อมูลของคุณที่เคยใส่ไว้ตอน Register และพฤติการใช้งานมาวิเคราะห์ เพื่อคุณจะสามารถหางานที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น สะดวกมากขึ้น และนั่นก็นำมาซึ่งโอกาสของการได้งานที่เร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

เพราะในระบบของ JOBBKK.COM มีตำแหน่งงานให้เลือกกว่า 150,000 อัตรา ถ้าจะให้ User เข้ามาตามหากันเอง ก็คงจะเป็นอะไรที่เสียเวลาไม่ใช่น้อย ระบบนี้จะทำให้เว็บไซต์ JOBBKK.COM มีความฉลาดขึ้นและช่วยหางานให้คุณตรงใจมากขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลง

ก่อนจะวางสายจากกันไป คุณปุย ยังได้ฝาก 6 Soft Skills ใหม่สำหรับยุคไทยแลนด์ 4.0 หลักที่ทั้งคนทำงาน เด็กจบใหม่ และผู้ประกอบการน่าจะเอาไปปรับใช้ได้ ซึ่ง 6 Soft Skills ที่ว่านั้นก็คือ

 

  1. Adaptation (การปรับตัว): อย่างที่บอกไปในตอนแรก ว่าทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปไว โดยเฉพาะกับโลกในยุคดิจิทัล ถ้าเราไม่รู้จักปรับตัว (digitize) ตัวเอง มีทักษะทำเป็นแค่อย่างเดียว รับรองว่าอนาคตลำบาก!
  2. Culture Fit (เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร): ถ้าแปลตรง ๆ เลย ก็หมายถึงการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งเมื่อองค์กรต้องการคนรุ่นใหม่ที่ทันสมัย สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เร็ว ซึ่งก็ต้องอาศัยทักษะ Adaptation ในข้อแรกเข้ามาช่วยตรงนี้ด้วย ให้เข้ากับองค์กร ร่วมพัฒนาและเติบโตไปกับองค์กรได้
  3. Collaboration (การทำงานร่วมกัน): หากเป็นการทำงานสมัยก่อนคงจะใช้คำว่า Team Work ซึ่งต้องการผู้นำ เพื่อทำให้ team นั้น work แต่ด้วยเทรนด์ Hybrid workplace หรือออฟฟิศยืดหยุ่นที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้เทคโนโลยีจะกลายเป็นศูนย์รวมของการ Brainstorms มากกว่าห้องประชุม จากคำว่า Teamwork จึงต้องเปลี่ยนเป็นคำว่า Collaboration ตามรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ไม่แน่ในอนาคตเราจะต้องทำงานร่วมกับหุ่นยนต์
  4. Leadership (ภาวะผู้นำ): แต่อาจจะไม่ถึงกับต้องเป็นผู้นำ แต่อย่างน้อยคุณต้องมีทักษะพูด คิด และทำงานนั้นเพื่อที่จะทำให้คนอื่นคล้อยตามในสิ่งที่คุณทำได้ เพื่อสร้างนวตกรรมใหม่ที่แตกต่างและดีกว่า ซึ่งอาจจะต้องใช้ร่วมกับ critical thinking ที่เป็นทักษะที่สามารถนำเสนอสิ่งที่ดีกว่า แต่ไม่สร้างความแตกแยกทางความคิด
  1. Growth Potential (ศักยภาพพัฒนาได้): งานที่คุณทำต้องมีการเติบโตที่วัดผลได้ และต้องไปในทิศทางเดียวกับองค์กร เพราะถ้ามัวแต่ทำอะไรที่ย่ำอยู่กับที่ แน่นอนว่า Career Path ของคุณก็คงจะไม่ขยับไปไหน
  1. Prioritization (ทักษะการจัดลำดับความสำคัญ): ในการทำงานในยุค Industry 4.0 เมื่องานแบ่งเป็น tasks จะทำให้มีงานเข้ามาพร้อมกันในเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมาก คนทำงานต้องมีการจัดลำดับความสำคัญที่ดี เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ในเวลาที่กำหนด!


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer