หลังจากที่ ไฮเออร์ (Haier) ครองแชมป์แบรนด์เครื่องปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัยอันดับต้นๆ ในไทยมาอย่างยาวนาน และเพิ่งเปิดโรงงานผลิตแอร์บ้านมูลค่า 1 หมื่นล้านบาทที่ชลบุรีไปเมื่อปีที่ผ่านมา
ล่าสุด ไฮเออร์ สมาร์ทโฮม ได้ตอกย้ำความสำคัญของฐานการผลิตในไทยอีกครั้ง ด้วยการประกาศลงทุนใหญ่ 5,000 ล้านบาท
เพื่อก่อสร้าง “ฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ” (AI Intelligent Manufacturing Base) บนพื้นที่ 76 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 5 จังหวัดระยอง
🔴 ยกระดับสู่ “โรงงานแอร์อัจฉริยะ AI” แห่งแรกของโลก
มากไปกว่าการลงทุนขยายฐานการผลิตทั่วไป โปรเจกต์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายกำลังการผลิตทั่วไป
แต่ถูกวางตัวให้เป็นโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่ควบคุมด้วยระบบ AI แห่งแรกของโลก และจะเป็นฐานการผลิตระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (HVAC) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าผลผลิตสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะช่วยสร้างงานใหม่ในท้องถิ่นได้มากกว่า 1,000 ตำแหน่ง
🔴 ชู “ระยอง” จุดยุทธศาสตร์ฮับส่งออกสากล
สำหรับเหตุผลสำคัญในการปักหมุดทำเลที่จังหวัดระยองนั้น เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านโลจิสติกส์ที่อยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายหลักในการเป็นฮับจัดจำหน่ายระดับโลก
โดย มร.ต่ง เจี้ยน ผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า
สินค้าที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้จะถูกส่งออกในสัดส่วน 70% ครอบคลุมตลาดทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียใต้ ส่วนอีก 30% จะเป็นการผลิตเพื่อรองรับตลาดภายในประเทศ
🔴 เทคโนโลยีการผลิตล้ำสมัย รองรับดีมานด์ที่พุ่งกระฉูด
ซึ่งสิ่งที่ทำให้โรงงานแห่งใหม่นี้แตกต่างจากฐานการผลิตแอร์บ้านเดิมอย่างชัดเจน คือการมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์และการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ
เพราะถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการโซลูชันระบบทำความเย็นเชิงพาณิชย์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในภูมิภาค ตามการขยายตัวของเมือง โครงการอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และดาต้าเซ็นเตอร์
ซึ่งมีการประเมินว่าความต้องการใช้งานเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพุ่งสูงถึง 220,000 ยูนิต ภายในปี 2573
นอกจากนี้ ยังถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและคุณภาพ โรงงานแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้มีความล้ำสมัย และก้าวข้ามขีดจำกัดของโรงงานผลิตแบบดั้งเดิม
ไม่ว่าจะทั้งการนำสายการผลิตอัจฉริยะที่ใช้ระบบอัตโนมัติมากกว่า 65% มาใช้งาน ควบคู่ไปกับการผลิตชิ้นส่วนหลักภายในโรงงานเองแบบ 100% พร้อมด้วยระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ 5 ระดับ และกระบวนการควบคุมคุณภาพด้วย AI
รวมถึงภายในพื้นที่ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) เฉพาะทาง เพื่อคิดค้นโซลูชันระบบปรับอากาศที่ออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนโดยเฉพาะ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เครื่องทำน้ำเย็น (Water Chiller) ระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน (Multi-Split)
เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก ระบบปรับอากาศส่วนกลาง ไปจนถึงอุปกรณ์ควบคุมศูนย์ข้อมูล โดยมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องในเดือนมิถุนายน ปี 2570 ซึ่งบริษัทตั้งเป้าดันกำลังการผลิตให้ไปถึง 800,000 เครื่องต่อปี ภายในปี 2571
🔴 เติมเต็มกลยุทธ์ “2+5 Dynamic Cycle” ตอกย้ำแชมป์ระดับโลก
อย่างไรก็ตาม การตั้งฐานการผลิตที่ระยองซึ่งมีกำลังการผลิตมหาศาลนี้ จะเข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์สำคัญในกลยุทธ์เครือข่ายการผลิตระดับโลกที่เรียกว่า “2+5 Dynamic Cycle” ของไฮเออร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์กระจายอยู่ในจีน ปากีสถาน อินเดีย และอียิปต์
ประกอบกับด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่ายระดับโลกดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันธุรกิจระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ (Large HVAC) ของไฮเออร์เติบโตในตลาดโลกอย่างโดดเด่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องปรับอากาศส่วนกลางระบบ Magnetic Levitation ที่ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 8
ซึ่งในไทยเองก็ได้รับความไว้วางใจให้ติดตั้งในโครงการระดับประเทศ ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขณะเดียวกันระบบ AI Multi-Split ก็ยังเป็นผู้นำตลาดในจีน ส่วนธุรกิจ HVAC ในตลาดยุโรปก็มีอัตราการเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี
ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าว เชื่อว่าการเปิดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทยครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่เข้ามาเสริมทัพความยิ่งใหญ่ให้กับนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 35 แห่ง ศูนย์การผลิต 173 แห่ง และเครือข่ายการจัดจำหน่ายกว่า 230,000 แห่งทั่วโลกของไฮเออร์
เพื่อยกระดับความสามารถในการส่งมอบเทคโนโลยีทำความเย็นที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์อุตสาหกรรมระดับสากลในระยะยาวต่อไป
