หากพูดถึง “เถ้าแก่น้อย” ภาพจำแรกของทุกคนคือ “สาหร่าย” ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดในไทยเกือบ 70% จากมูลค่าตลาดสาหร่ายรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท

แต่ในวันที่ตลาดขนมขบเคี้ยว โดยรวมมีมูลค่ามหาศาลถึง 50,000 ล้านบาท เถ้าแก่น้อยจึงไม่สามารถหยุดตัวเองไว้ที่ภาพลักษณ์เดิมได้อีกต่อไป

นางสาวอรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) จึงประกาศวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ในการยกระดับองค์กรให้เป็น “แบรนด์ขนมเอเชียยุคใหม่” ที่ไม่ได้มีดีแค่สาหร่าย แต่พร้อมบุกตลาดโลกด้วยความหลากหลายที่มากขึ้น

และนี่คือ 4 กลยุทธ์หลักที่เถ้าแก่น้อยใช้เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย Asian Snack Platform

ไม่ยึดติดแค่สาหร่าย ลุยปั้นขนมใหม่ด้วยโมเดลธุรกิจที่เบาตัว

เพื่อกระจายความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบ และทลายข้อจำกัดที่รายได้กว่า 90% ยังอิงอยู่กับสาหร่าย

เถ้าแก่น้อยจึงติดสปีดลุยพอร์ตสินค้ากลุ่มอื่น (Non-Seaweed) อย่างจริงจัง โดยตั้งบริษัท TKN Next ขึ้นมาขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ Asset-Light เน้นการจ้างผลิต (OEM)

เพื่อความคล่องตัว ลดภาระการลงทุนสร้างโรงงาน และอาศัยความเชี่ยวชาญของพาร์ตเนอร์

โดยมูฟเมนต์ที่น่าจับตาคือ การเข้าซื้อกิจการ “หมูมิน” (Momin) แบรนด์ขนมขบเคี้ยวโปรตีนจากเนื้อสัตว์ 100% เพื่อรับเทรนด์สุขภาพ และเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “กู๊ดเดย์” (Good Day) บุกตลาดขนมข้าวอบกรอบ (Rice Cracker) ในสัปดาห์หน้า

รวมไปถึงขนมกลุ่ม “บุก” ที่ฟีดแบ็กในไทยดีมาก ก็เตรียมต่อยอดส่งออกต่างประเทศด้วยเช่นกัน

เจาะตลาดต่างแดนแบบรู้ลึก และต้องไวกว่าคู่แข่ง

เมื่อโปรดักต์พร้อม ตลาดต่างประเทศก็ต้องบุกให้ลึกและเร็วกว่าเดิม โดยไฮไลต์ในปีนี้อยู่ที่ตลาดอินโดนีเซีย

ซึ่งเถ้าแก่น้อยกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเป็นเพียงผู้ส่งออก สู่การเข้าไปตั้งบริษัททำการตลาดเต็มตัว และกำลังซุ่มเจรจาหาพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นเพื่อผลิตสินค้าแบบ OEM ทั้งในอินโดฯ และจีน

เพื่อทลายกำแพงภาษีนำเข้า บริหารต้นทุนค่าแรง และทำให้แบรนด์สามารถพัฒนาสินค้ารสชาติใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้ทันเกมคู่แข่งในท้องถิ่น

ใช้ Idol Marketing สร้างเครือข่ายแฟนคลับทั่วภูมิภาค

เมื่อฐานลูกค้าหลักกว่า 70% คือกลุ่มวัยรุ่น Gen Z กลยุทธ์การสื่อสารจึงต้องสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

แบรนด์จึงทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท คว้าตัว “เฉิน เจ๋อหยวน” มาเป็น Global Brand Ambassador

เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ดูทันสมัย และใช้พลังของ Fandom สร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียให้เกิดการบอกต่อข้ามพรมแดน

ซึ่งกลยุทธ์เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะนี้ เคยสร้างปรากฏการณ์มาแล้วในไทย จากการดึง “น้องเกล” มาเป็นตัวแทนเจาะกลุ่มครอบครัว จนดันยอดขายสินค้ากลุ่มสาหร่ายโรยข้าว (Topping) ให้เติบโตขึ้นถึง 2 เท่า

ฝ่ามรสุมต้นทุน ยืนหยัดตรึงราคาเพื่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางการขยายธุรกิจจะมีความชัดเจน แต่หากมองย้อนกลับไปดูภาพรวมผลประกอบการในปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างมากสำหรับเถ้าแก่น้อย

โดยปี 2568 ที่ผ่านมา แม้บริษัทจะทำรายได้ปิดไปที่ 5,307 ล้านบาท โดยตลาดในประเทศเติบโต 10% แต่ตลาดต่างประเทศกลับชะลอตัวลงเล็กน้อยจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

แต่สำหรับปีนี้ สถานการณ์ต้นทุนเริ่มคลี่คลาย บริษัทสามารถล็อกราคาสาหร่ายล่วงหน้าข้ามปีได้ถูกลง 10-15%

ประกอบกับทิศทางค่าเงินบาทที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้แบรนด์บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยปีนี้บริษัทได้ปรับเป้าหมายการเติบโตของยอดขายให้สอดคล้องกับสภาพตลาดอยู่ที่ระดับ 10% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 15-17%

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เถ้าแก่น้อยกำลังปรับตัวเองครั้งใหญ่ จากแบรนด์ที่ขายแค่สาหร่าย สู่การเป็น Asian Snack Platform ที่พร้อมบุกตลาดโลก

ไม่ว่าจะออกสินค้าใหม่ หรือลุยต่างประเทศ ทั้งหมดก็เพื่อให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนกินทั่วโลก ตามสโลแกน TKN Everywhere Every Moment นั่นเอง