ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเปิดรับแรงงานและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ (Expat) ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดแรงงาน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตไปจนถึงเทคโนโลยีชั้นสูง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาเลเซียมองว่าเมื่อ Expat เหล่านี้มีเงินเดือนสูงก็ควรจ่าย “ภาษี” หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย จึงนำมาสู่การตัดสินใจปฏิรูปกฎระเบียบการจ้างงานครั้งใหญ่ภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับที่ 13 (2025-2029)

มาตรการนี้จะปรับเพิ่มเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำสำหรับการขอวีซ่าทำงาน (Employment Pass) ขึ้นอย่างก้าวกระโดด 1-2 เท่าตัว โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับสูง (Category I) ที่เคยกำหนดไว้ 10,000 ริงกิต (ประมาณ 80,000 บาท) จะถูกดีดขึ้นเป็น 20,000 ริงกิต (ประมาณ 155,000 บาท) ทันที

นอกจากเรื่องรายได้ รัฐบาลยังเพิ่มมาตรการกดดันภาคธุรกิจผ่านระบบค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันได (Multi-Tier Levy) โดยบริษัทใดจ้างชาวต่างชาติในสัดส่วนที่สูงเกินเกณฑ์จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในอัตราที่แพงขึ้น เพื่อบีบให้ผู้ประกอบการหันไปลงทุนในระบบอัตโนมัติหรือ AI แทน

รายได้จากค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นจากฐานเงินเดือนใหม่นี้ จะถูกนำไปสมทบกองทุนพัฒนาทักษะแรงงานท้องถิ่น เพื่อให้ชาวมาเลเซียมีโอกาสทำงานมากขึ้นและยกระดับโครงสร้างภาษีของประเทศ ซึ่งปัจจุบันกลุ่ม Expat ทักษะสูงกว่า 140,000 คน สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 75,000 ล้านริงกิต (ประมาณ 600,000 ล้านบาท) ต่อปี

ในด้านบริหารจัดการ นโยบายใหม่ได้กำหนดเพดานการถือวีซ่าทำงานไว้ชัดเจนเพียง 5-10 ปี เพื่อลดการฝังตัวของแรงงานต่างชาติในระยะยาว พร้อมบังคับให้นายจ้างต้องยื่น “แผนสืบทอดตำแหน่ง” (Succession Plan) เพื่อพิสูจน์ว่ามีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากชาวต่างชาติสู่คนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม หากครบกำหนดสัญญา บริษัทจะต้องมีพนักงานชาวมาเลเซียที่พร้อมรับช่วงต่อทันที 

นอกจากนี้ยังมีต้นทุนแฝงจากการปรับขึ้นค่าประกันสังคม (SOCSO) และกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าตำแหน่งงานนั้นๆ จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานคนในประเทศก่อนเป็นอันดับแรก

นโยบายที่ออกมาอย่างกะทันหันนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับกลุ่ม Expat ที่อาศัยอยู่มานานจนผูกพันกับมาเลเซีย โดย ซันจีต ที่ปรึกษาธุรกิจชาวอินเดียที่อยู่มานานกว่าทศวรรษ เปิดใจว่าความไม่แน่นอนนี้ทำให้แผนการซื้อบ้านหรือการพาครอบครัวมาตั้งรกรากต้องหยุดชะงักลง 

เช่นเดียวกับ โทมัส มีด ผู้จัดการสินทรัพย์ชาวอังกฤษที่เพิ่งลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในกัวลาลัมเปอร์ มองว่าการปรับเกณฑ์แบบก้าวกระโดดอาจทำให้คนเก่งๆ เล็งย้ายประเทศไปยังจุดหมายใหม่อย่างไทยหรือเวียดนาม ที่มีนโยบายดึงดูดกลุ่มทักษะสูงมากกว่า

ในอนาคตอันใกล้ นโยบายนี้จะทำให้มาเลเซียมีรายได้จาก Expat ที่เข้ามาทำงานในประเทศเพิ่มขึ้น ไปพร้อมกับการคัดเฉพาะคนเก่งระดับ “หัวกะทิ” จริงๆ แต่ในระยะยาวจะเป็นการลดสัดส่วนแรงงานต่างชาติในระบบจาก 14.1% ให้เหลือเพียง 5% ภายในปี 2035 เพื่อผลักดันให้คนมาเลเซียมีส่วนแบ่งรายได้ใน GDP สูงขึ้น และมีบทบาทหน้าที่การงานดีขึ้น ขณะเดียวกันจะทำให้มาเลเซียพ้นจากการเป็นประเทศที่ยังติดกับดักรายได้ปานกลางอีกด้วย

ความสำเร็จที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมาตรการเหล่านี้ดำเนินไปพร้อมกับการยกระดับศักยภาพของแรงงานท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม หากมาเลเซียสามารถเติมเต็มช่องว่างด้านทักษะได้ทันเวลา นโยบายนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสู่ความมั่งคั่ง 

แต่หากทำไม่ได้ มาเลเซียอาจต้องเผชิญกับภาวะ “สมองไหล” และสูญเสียเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มคนทำงานคุณภาพที่พร้อมจะหันหลังให้บ้านหลังเดิม เพื่อมองหาโอกาสในประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียนที่พร้อมจะต้อนรับพวกเขามากกว่า / aljazeera