ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของมาเลเซียในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเปิดรับแรงงานและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ (Expat) ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดแรงงาน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตไปจนถึงเทคโนโลยีชั้นสูง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาเลเซียเห็นว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ นำมาสู่การปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทันกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป และการให้โอกาสคนเก่งในประเทศมากขึ้น

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับที่ 13 (2025-2029) รัฐบาลมาเลเซียได้แสดงความกังวลว่า การพึ่งพาแรงงานต่างชาติทักษะต่ำอย่างต่อเนื่องได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจหยุดชะงัก และส่งผลให้การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้นั้นล่าช้าลง เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลจึงตั้งเป้าลดสัดส่วนแรงงานต่างชาติในระบบจากเดิม 14.1% ให้เหลือเพียง 5% ภายในปี 2035
พร้อมกันนี้ยังมีการประกาศปรับเพิ่มเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำสำหรับการขอวีซ่าทำงาน (Employment Pass) ขึ้นถึงเท่าตัวในบางประเภท เช่น หมวดผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่เคยกำหนดไว้ที่ 10,000 ริงกิต (ประมาณ 81,000 บาท) จะถูกปรับเป็น 20,000 ริงกิต (ประมาณ 155,000 บาท) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 เป็นต้นไป
นโยบายที่ประกาศออกมาอย่างกะทันหันนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับกลุ่ม Expat ที่อาศัยอยู่มานานจนถือว่ามาเลเซียเป็นบ้านหลังที่สอง เช่นกรณีของซันจีต ที่ปรึกษาธุรกิจชาวอินเดียที่อยู่มานานกว่าทศวรรษ โดยเขาเล่าว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้แผนปักหลักอยู่ในมาเลเซีย ทั้งการซื้อบ้านหรือการพาบุคคลในครอบครัวมาอยู่ด้วยต้องหยุดชะงักลง
ด้านโทมัส มีด ผู้จัดการสินทรัพย์ชาวอังกฤษที่เพิ่งลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในกัวลาลัมเปอร์ ระบุว่าการปรับเกณฑ์เงินเดือนแบบก้าวกระโดดนั้นเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และทำให้ Expat หลายคนเล็งย้ายประเทศ ซึ่งประเทศอย่างไทยหรือเวียดนามที่มีนโยบายดึงดูดกลุ่ม Expat ทักษะสูงมากกว่า เป็นที่หมายใหม่ที่น่าสนใจ
ในมุมมองของนักลงทุนและเจ้าของธุรกิจ การปรับเกณฑ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับกลาง เช่น วิศวกรหรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งหากบริษัทไม่สามารถแบกรับภาระเงินเดือนที่สูงขึ้นตามเกณฑ์ใหม่ได้ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนบุคลากรที่สำคัญ
ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ เร่งพัฒนาชาวมาเลเซียที่มีฝีมือให้ขึ้นมาทำงานแทนชาวต่างชาติค่าตัวแพง ทั้งด้วยการพัฒนาตนเองหรือให้ชาวต่างชาติถ่ายทอดองค์ความรู้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว
แต่ทั้งหมดต้องใช้เวลา ความจริงจัง และมาพร้อมการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการออกกฎระเบียบทางกระดาษเพื่อจำกัดระยะเวลาการถือครองวีซ่าเพียงอย่างเดียว
การปฏิรูปกฎระเบียบด้านแรงงานและการจ้างงานของมาเลเซียในครั้งนี้ คือการเดิมพันครั้งสำคัญเพื่อคนในประเทศ โดยแม้ว่าการส่งเสริมให้ชาวมาเลเซียมีส่วนร่วมในตำแหน่งงานรายได้สูงจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมาตรการเหล่านี้ดำเนินไปพร้อมกับการยกระดับศักยภาพของแรงงานท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

หากมาเลเซียสามารถเติมเต็มช่องว่างด้านทักษะได้ทันเวลา นโยบายนี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่พาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
ทว่าหากทำไม่ได้ มาเลเซียอาจต้องเผชิญกับภาวะสมองไหลของคนเก่งชาวต่างชาติ และสูญเสียเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกลุ่มคนทำงานคุณภาพที่พร้อมจะหันหลังให้บ้านหลังเดิมเพื่อมองหาโอกาสยังประเทศอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่พร้อมจะต้อนรับพวกเขามากกว่า / aljazeera
