THE8SHOW ซีรีส์แนวเซอร์ไววัลใหม่ ที่เพิ่งลง Netflix ได้ไม่กี่วันนี้ กำลังได้รับกระแสท่วมท้นจากผู้ชม ชื่นชมในความแยบยลของซีรีส์ที่ทำถึงจนต้องปรบมือให้

ซีรีส์ทำดีจนมีอะไรให้พูดถึงมากมายหลายจุด

เริ่มไปตั้งแต่

—ชื่อเรื่อง—

“THE8SHOW”  ตัวเลข 8 นี้แฝงนัยสำคัญอยู่มาก บนโปสเตอร์ตัวเลขแปดตั้งใจทำเป็นเครื่องหมายอินฟินิตี้ แปลได้ว่า การอยู่แบบแบ่งแยกชนชั้นนี้มันดำรงอยู่มานานแล้ว และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งตอนของซีรีส์ก็ยังเล่นกับเลข 8 คือมีเพียง 8 EP

—รู้จักคนในสังคม ผ่านคนทั้ง 8 ชั้น

ที่ซีรีส์ต้องแยกคนออกเป็นชั้น ก็เพื่อให้เห็นภาพของสถานะทางสังคมที่ถูกแบ่งแยก คนที่ทำอาชีพที่คนนับหน้าถือตา ได้อยู่ชั้นบนสุด ไล่ลงมาตามลำดับจนถึงคนหาเช้ากินค่ำ พยายามหาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ  ยกตัวอย่างคนทั้ง 8 ชั้น 8 ประเภท แบบเข้าใจง่าย ตามที่ซีรีส์พยายามสื่อ

ชั้น 8 บุคคลที่ประสบความสำเร็จ

เป็นกลุ่มผู้กุมอำนาจสังคม  กลุ่มนี้อยู่บนชั้นสูงสุดของพีระมิด ชีวิตมีครบทุกอย่าง ตั้งแต่เงินตรา ฐานะ การยอมรับทางสังคม จึงไม่ค่อยสนใจเงินทองแล้ววิ่งตามหาสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความสุข ความสนุก ความหมายของชีวิต

ชั้น 7 มันสมองของสังคม

หรือนักปราชญ์ เหล่าคนเก่งที่ต้องคอยชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกที่ควร บ่อยครั้งที่คนชั้นนี้จะถูกชั้น 8 กดดัน ให้ต้องทำหรือพูดในสิ่งที่ขัดกับมโนธรรมในจิตใจ โดยที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้

ชั้น 6 กลุ่มคนสีเทา

ชั้นนี้มีเงินมีอำนาจพอประมาณ แต่มาจากการทำอะไรสีเทา ขัดกับกฎหมาย ชั้นนี้จะลุ่มหลงในอำนาจแบบผิด ๆ ชอบใช้กำลังเข่นฆ่า เมื่อไหร่ที่ชั้นนี้ได้คนจากชั้น 8 มาหนุนหลัง สังคมจะกลับตาลปัตร และกลายเป็นยุคที่เรียกว่า “อันธพาลครองเมือง” บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป

ชั้น 5 ชนชั้นกลาง

คนชั้นนี้ใช้ชีวิตได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยสี่ จึงทำให้มีเวลาชำระจิตใจให้สะอาด วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ มองทุกอย่างด้วยเลนส์ของการประนีประนอมไว้ก่อน แต่ก็มีบางครั้งที่เผลอหลุดเห็นแก่ตัวบ้าง

ชั้น 4 มนุษย์เงินเดือน

อยู่ก้ำกึ่งระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง มีกินมีใช้แบบเดือนชนเดือน ชีวิตไม่ค่อยแน่นอน จึงต้องประจบประแจง เป็นมนุษย์อยู่เป็นไว้ก่อน ตั้งเเต่ชั้นนี้ลงไปคือคนส่วนใหญ่ในสังคม

ชั้น 3 คนหาเช้ากินค่ำ

ไม่มีเงินเก็บออม หรือความมั่นคงในชีวิตอะไรทั้งนั้น เป็นชนชั้นล่าง ๆ ของพีระมิด คนกลุ่มนี้มักจะอยู่ปริ่มน้ำระหว่างโคลนตมกับท้องฟ้า เถียงกับตัวเองบ่อย ๆ ว่า จะเลือกทำดีแต่อยู่ยาก หรือทำผิดแล้วชีวิตสบายขึ้น นั่นทำให้ชั้นนี้ค่อนข้างตรงกับคำว่ามนุษย์ทั่วไปในสังคม ทำตัวเป็นคนดีบ้าง เห็นแก่ตัวบางครั้ง และผดุงความยุติธรรมในบางโอกาส

ชั้น 2 นักรณรงค์

ชอบผดุงความยุติธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง ยอมหักไม่ยอมงอ สวนทางกับชั้น 6 จึงทำให้ชั้นสองกลายเป็นหอกข้างแคร่ ที่มักจะโดนทำร้าย กลั่นแกล้ง อยู่เสมอ เรียกว่าคน “อยู่ไม่เป็น”

ชั้น 1 เดอะแบก

สิ้นไร้ไม้ตอก หลังชนฝา เกิดมาพร้อมภาระที่ต้องกัดฟันสู้ และไม่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้ของตนจะมีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากไหม

 

—รู้จัก ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์—

แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมคนที่อยู่ชั้น 8 จึงไม่แยแสตัวเลขเงินที่รันไปตามเวลา กลับเอาเเต่ตามหาความสนุก  อะไรที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้ ทั้งที่คนชั้นอื่น ๆ ต้องคอยกังวลเรื่องเงินที่โชว์บนหน้าจอ

ทฤษฎีบอกเอาไว้ว่า มนุษย์จะมีความต้องการตามลำดับขั้น แบ่งออกได้เป็น 5 ขั้น เหมือนขั้นพีระมิด

ฐานของพีระมิด หรือขั้นแรก คนที่อยู่ในขั้นนี้จะต้องการปัจจัยพื้นฐานในชีวิต หรือปัจจัยสี่ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ซึ่งก็เปรียบได้กับคนชั้นล่างของตึก ที่ต้องพยายามทำทุกหนทาง เพื่อให้ตนได้เงินกลับบ้านมากที่สุด ถึงขั้นต้องยอมเลือดตกยางออก เพื่อแลกกับเงิน

ขั้นต่อไป คือ ความต้องการด้านความมั่นคง ปลอดภัย เมื่อมนุษย์เติมเต็มตัวเองในขั้นแรก คือหาเงินได้มากพอซื้อปัจจัยสี่แล้ว สิ่งที่เขาจะตามหาต่อไปคือ ความมั่นคง ปลอดภัยในทรัพย์สิน และจะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ  ขั้นต่อไปคือ ความต้องการด้านความรัก หรือการเป็นเจ้าของ ความต้องการการยอมรับทางสังคม ใฝ่หาการเคารพ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรี เพื่อให้คุณค่ากับตัวเอง และขั้นสุดท้าย คือ การตามหาความหมายของชีวิต เป็นขั้นสูงสุด

ซึ่งความต้องการของมนุษย์จะต้องถูกเติมเต็มในขั้นแรก ๆ ก่อน จึงจะมีความต้องการในขั้นที่มากขึ้นได้ อธิบายง่าย ๆ คือ คนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ เขาไม่มีเวลานั่งตั้งคำถามหรอกว่า “อะไรคือความหมายของการมีอยู่ของชีวิต” เพราะต้องใช้เวลาในแต่ละวันทำงานหาเงินจนสายตัวแทบขาด เพียงเพื่อนำเงินไปแลกปัจจัยสี่ให้มีชีวิตรอดพ้นไปอีกวัน  ความต้องการของมนุษย์จึงเป็นลำดับขั้นตามสภาพปัจจัยแวดล้อมของบุคคล

 

—ทำไมต้องใช้เพลง “Mr. Lonely” เป็นธีมเพลงเปิดเรื่อง—

เป็นเพลงของ Bobby Vinton ที่เขียนในขณะรับราชการในกองทัพ ที่แอบแฝงความโศกเศร้าของเหล่าทหารที่ต้องไกลบ้าน  และไม่ได้รับการติดต่อสื่อสาร เนื้อหาเพลงเหมือนการคร่ำครวญ ด้วยหวังว่าจะมีคนมาแบ่งเบาช่วงเวลาอันแสนปวดร้าวนี้ หากสังเกตจะเห็นว่าในท่อนที่ร้องซ้ำนักร้องตั้งใจร้อง ให้เหมือนเวลาสะอื้นไห้ เพื่อเน้นย้ำถึงช่วงเวลาที่แสนเปล่าเปลี่ยว และต้องเผชิญหน้าผ่านมันมาด้วยตัวเอง

ตรงกับที่พาร์ตสุดท้ายของซีรีส์กล่าวว่า ไม่ว่าพวกเขาทั้ง 8 จะหายไปจากโลกความเป็นจริง เพราะหลุดไปอยู่ในโลกเซอร์ไววัลนั้น ก็ไม่ได้มีใครสนใจ โลกยังคงหมุนไปตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพราะมนุษย์เราไม่ได้มีเวลามาสนใจคนอื่นขนาดนั้น เราต่างต้องโฟกัสที่ชีวิตตน และก้มหน้าเดินไปด้วยตัวของเราเอง  ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่สดใส หม่นหมอง หรือบอบช้ำ ก็ต้องทะนุถนอมไว้ และผ่านมันไปให้จงได้

สุดท้ายเรามักจะได้ยินคำว่า “ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์” ทุกอย่างเมื่อถึงกาลเปลี่ยนแปลง จะมอดม้วยสิ้นอายุขัย  แต่เมื่อลองมองดี ๆ เราจะพบว่า มีสิ่งที่เป็นอนันต์อยู่ นั่นก็คือ “เวลา”

ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่หรือแปรสภาพเป็นอย่างอื่นบนโลกนี้ไปแล้ว “เวลา” จะยังคงทำงาน และสร้างการเปลี่ยนแปลงไปตามเข็มนาฬิกา


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer