ตลาดร้านอาหารประเภทหม้อต้ม หรือ Hot Pot มูลค่า 23,000 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีทั้งแบรนด์ที่ขึ้นและลง จากการแข่งขันของตลาดฮอตพอตที่แข่งกับธุรกิจเดียวกัน และธุรกิจอาหารอื่น ๆ ที่ต่างแย่งเม็ดเงินและพื้นที่ในกระเพาะผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

และที่ผ่านมามีร้านอาหาร Hot Pot บางรายที่กำลังประสบกับสภาวะถึงทางใกล้ตัน

จากยอดจำหน่ายที่น้อยลงทั้งรายได้และกำไร

อย่างเช่น สุกี้แพนด้า สุกี้แห่งตำนานในพาต้าปิ่นเกล้า ที่ประกาศปิดตัววันที่ 9 มิถุนายน 2567 และต่ออายุปิดตัวออกไปจนถึง 30 มิถุนายน 2567 เนื่องจากมีลูกค้าเข้ามาระลึกความหลังก่อนปิดจำนวนมาก หรือแม้แต่การลดสาขาลงของฮอตพอตแบรนด์สุกี้ชาบูในรูปแบบบุฟเฟต์ที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน

การปิดตัวของแพนด้าสุกี้ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง ประกอบกับแบรนด์แพนด้าสุกี้เป็นแบรนด์ที่มีความท้าทายจากแบรนด์ไม่เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่เคยรุ่งเรืองในยุคอดีตที่กลุ่มผู้บริโภคอายุ 40 กว่าปีขึ้นไปรู้จัก

การที่แพนด้าสุกี้ประสบความสำเร็จในอดีต นอกจากทำเลที่ตั้งอยู่ตรงพาต้าซึ่งเป็นหนึ่งในห้างยอดนิยมเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา และพาต้ายังเป็นศูนย์รวมการเดินทางในการต่อรถไปยังจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ของคนในยุคนั้น

ประกอบกับอาหารประเภทสุกี้ในตอนนั้นเป็นร้านอาหารที่ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก โดยเฉพาะการเข้ามาแข่งขันกับสุกี้แบรนด์เชนต่าง ๆ เช่น MK ที่ขยายสาขาตามศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง

และหลังจากพาต้าซบเซา และการสร้างแบรนด์ของ MK ผ่านการขยายสาขาและการตลาดเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ชื่อแพนด้าสุกี้จึงค่อย ๆ เลือนหายไป และกลับมาอีกครั้งผ่านการเปิดสาขาไปยังทำเลใหม่ เช่น สาขาพระราม 9, สาขาราชพฤกษ์, สาขาซีคอนบางแค ก่อนที่จะค่อย ๆ ปิดตัวลง เหลือเพียงสาขาราชพฤกษ์ที่ให้บริการเป็นสาขาสุดท้าย ก่อนที่จะจากลาด้วยการให้บริการวันสุดท้าย 30 มิถุนายน 2567 แม้สุกี้แพนด้าจะมีการปรับตัวนำบุฟเฟต์และอาหารอื่น ๆ เข้ามาเสริมตามเทศกาล เช่น อาหารอีสาน เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น

แม้แพนด้าสุกี้จะปรับตัวเพื่อต้องการไปต่อในตลาดฮอตพอต แต่เมื่อมองไปที่ร้านของแพนด้าสุกี้ ในปีที่ผ่านมามีรายได้ที่ลดลง และประสบกับสภาวะขาดทุน แม้จะเป็นการขาดทุนไม่มากก็ตาม

2564 รายได้รวม 6.40 ล้านบาท ขาดทุน 0.2 ล้านบาท

2565 รายได้รวม 18.19 ล้านบาท กำไร 1.03 ล้านบาท

2566 รายได้รวม 12.97 ล้านบาท ขาดทุน 0.16 ล้านบาท

 

ส่วนฮอตพอตเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่รุ่งเรืองในอดีต ที่ในวันนี้มีสาขาลดลงเหลือเพียง 3 สาขา จากในยุครุ่งเรืองที่มีสาขากว่า 100 สาขา โดยสาขาซีคอนบางแคที่ปิดไปเป็นสาขาสุดท้ายในกรุงเทพฯ และเหลือเพียงสาขา เซ็นทรัล อุดรธานี, เซ็นทรัล อุบลราชธานี และ เดอะมอลล์ นครราชสีมาเท่านั้น

การเหลือเพียง 3 สาขาเป็นจำนวนที่ลดลงจากปี 2566 ที่มี 5 สาขา

การลดลงของสาขา ฮอทพอท นอกจากการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงของแบรนด์ร้านอาหารต่าง ๆ ที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้ออกจากแบรนด์ฮอทพอทมากขึ้น ประกอบกับที่ผ่านมา ฮอทพอท มีสาขาที่ลดลง ทำให้ผู้บริโภคหารับประทานได้ยากขึ้น และการทำตลาดสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าที่ลดลง

สำหรับรายได้เฉพาะแบรนด์​ฮอทพอทในช่วงปี 2566 มีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปี 2564 รายได้ 360.85 ล้านบาท จากสาขาจำนวน 59 สาขา

ปี 2565 รายได้ 383.92 ล้านบาท จากสาขาจำนวน 33 สาขา

ปี 2566 รายได้ 97.20 ล้านบาท จากสาขาจำนวน 5 สาขา

 

ส่วนอนาคตของ ฮอทพอท จะเป็นอย่างไรต่อไป รอติดตาม


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer