ในงาน “THACCA SPLASH : Soft Power Forum 2024” ผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของไทย “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้เกียรติแสดงวิสัยทัศน์ในเรื่อง ความมั่นคงด้านอาหาร
“เมืองไทยเต็มไปด้วยโอกาส” คือประโยคแรกของคุณธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเป็นอย่างแรกบนเวที
เศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาเกษตรกรรม อันประกอบไปด้วยข้าว พืชสวน สมุนไพร ยิ่งกับสมุนไพรแล้วในยุคนี้ทั่วโลกมีความต้องการสมุนไพรอย่างมาก คนรับประทานอาหารเป็นยา ซึ่งประเทศของเรามีสมุนไพรจำนวนมาก เครือเจริญโภคภัณฑ์อยากจะให้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการปลูกสมุนไพร แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย ไม่มียาฆ่าแมลง สมุนไพรไทยหลายชนิดที่ประเทศไทยผลิตมีคุณภาพสูงมาก
นอกจากสมุนไพร เทรนด์ของโปรตีนทางเลือกก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มาแรง ผลผลิตทางการเกษตรที่มีความสำคัญในเทรนด์นี้คือ “ถั่ว” เป็นอาหารโปรตีนที่จะมาแทนเนื้อสัตว์ อย่างถั่วเหลืองก็มีมูลค่าสูง ก่อนจะไปพูดกันถึงเรื่องเซลล์ เอาเรื่องนี้ก่อนดีกว่า เพราะการจะทำอาหารไปเลี้ยงเซลล์จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูง ไม่ง่าย แต่เรื่องที่ง่ายที่สุดตอนนี้ คือเรื่องถั่ว สิ่งใกล้ตัวแต่เราก็ยังละเลย
ต่อที่เรื่องเกษตรสวน ปัจจุบันประเทศไทยมีสวนทุเรียน สวนยางพารา เป็นหลัก ในอดีตมีคำกล่าวว่า ชาวไร่จะจนกว่าชาวนา ชาวนาจะจนกว่าชาวสวน
“จากประสบการณ์ของผม ไม่ใช่จะขายทุเรียนอย่างเดียว มันไม่พอ ต้องรู้จักแปรรูป จึงจะสามารถขายได้แพงกว่าขายทุเรียนล้วน”
ประเทศไทยจากนี้เท่าที่ดูทุเรียนจะดีกว่ายางพารา หรือผลไม้อื่น ๆ แต่จากการศึกษา พบว่า ทุเรียนจะเป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางธุรกิจดีที่สุด ถ้าวันนี้คนไทยบริโภคพันธุ์ทุเรียนเท่ากับมาเลเซีย จะช่วยผลักดันตลาดทุเรียนในประเทศได้ดี อย่างเมืองจีนที่เห็นว่าเขาชอบบริโภคทุเรียนนั้น ยังเพิ่งเริ่มต้น การรับประทานทุเรียนยังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร 1,400 ล้านคน แต่คนจีนชื่นชอบทุเรียนเป็นทุนเดิม ให้ลองคิดว่าถ้าประชากร 1,400 ล้านคนของเขามารับประทานทุเรียนหมด ตลาดจะเติบโตไปอย่างไร จึงอยากจะฝากรัฐบาลให้พิจารณานโยบายเรื่องพันธุ์ทุเรียน
คุณธนินท์กล่าวต่อว่า “เกษตรกรรม ถ้าจะสำเร็จต้องเริ่มด้วยพันธุ์ แล้วก็เรื่องการบริหารจัดการ สู่อุตสาหกรรมแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต ทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตนี้จะสร้างงาน สร้างอาชีพได้มหาศาล ฉะนั้นกฎหมายควรต้องแก้บางจุดเพื่อเอื้ออำนวยให้กับสิ่งที่เรียกว่าซอฟต์พาวเวอร์เหล่านี้ แต่การสนับสนุนนั้นต้องไม่ใช่เพียงวิชาการ แต่ต้องใช้งบประมาณร่วมด้วย ต้องมีทุนสนับสนุน อาจจะตั้งกองทุนไปรับความเสี่ยงแทนธนาคาร”
ซึ่งซีพีก็เล็งเห็นโอกาสเป็นอย่างดี สิ่งที่จะได้เห็นจากซีพี ต่อจากนี้ คือ อาหารจะเป็นสำเร็จรูป และต้องเป็นทั้งอาหารและยาในเวลาเดียวกัน ต้องตอบโจทย์คนที่มีโรคประจำตัวซึ่งต้องรับประทานอาหารแบบเฉพาะเจาะจง ต้องตอบโจทย์คนเหล่านี้ให้ได้ รสชาติหลากหลายไม่น่าเบื่อ สำคัญคือต้องอุดมด้วยคุณประโยชน์
“ผมมองว่าโอกาสของประเทศไทยไม่ใช่การปลูกข้าวอย่างเดียวแล้ว”
คุณธนินท์ยังแสดงความเห็นเรื่องปลูกข้าวว่า การเกษตรประเภทนี้ต้องใช้น้ำมาก ผลผลิตขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ แต่อย่างไรก็ยังต้องปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงประชาชน แต่ก็ควรปรับส่วนไปทำในด้านอื่นด้วย
เช่น การทำสวน อยากให้รัฐบาลนำประเด็นการตัดต่อยีนส์ไปพิจารณาด้วย แต่การตัดต่อยีนส์ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มผลผลิต แต่เพื่อลดการใช้ยาเวลาปลูกพืช
ยกตัวอย่างการปลูกถั่วเหลือง ในระยะเวลา 4 เดือนเกษตรกรต้องใช้ยาติดต่อกัน 4 ครั้ง ซึ่งเมื่อรวมค่าจ้างแรงงานกับค่ายา ต้นทุนตกไร่ละมากกว่าพันบาทเเล้ว ควรดูเคสตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาก็ใช้วิธีตัดต่อยีนส์ในการปลูกถั่วเหลือง เพื่อไม่ต้องใช้ยา กฎหมายไทยควรต้องเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือ เรื่องน้ำ
ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทย เรื่องร้อนไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะหลายประเทศร้อนกว่าประเทศไทย แต่เรื่องน้ำแล้งกับน้ำท่วมต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ดินฟ้าอากาศในประเทศไทยเหมาะสมกับการปลูกพืชผลได้ทั้งปี
ปริมาณน้ำจาก 3 ส่วน ถูกนำมาใช้ในภาคการเกษตร 1 ส่วน เพื่อเพาะปลูก แต่ไทยจะมีสถานการณ์น้ำที่ขาดความพอดีอยู่ บทจะแล้งก็แห้งจัด บทจะน้ำมากก็มากถึงขั้นท่วมล้น ผลผลิตเสียหาย แต่ถ้ารู้จักทำชลประทาน เพื่อกักเก็บและบริหารน้ำให้เหมาะสมในทุกฤดูกาล ปริมาณน้ำที่เพียงพอจะช่วยให้ผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าได้
ยุคนี้ถนนเรามีเพียงพอแล้ว จะเพิ่มก็ได้ไม่มาก แต่น้ำที่เป็นสิ่งสำคัญกว่า เราจะบริหารอย่างไร จะใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างไร เพราะทุกวันนี้น้ำของเรามันไหลทิ้ง ถ้าจัดการเป็นประเทศเราจะมีน้ำเหลือใช้
“การลงทุนเรื่องน้ำเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด แล้วก็จะมีกำไรด้วยครับ”
การลงทุนเรื่องน้ำเหมือนกับขายไฟฟ้า และจะยิ่งกว่าการขายไฟฟ้าอีก เพราะไฟฟ้าเอาไปใช้ในอุตสาหกรรม แต่น้ำเอาไปทำการเกษตร แล้วสินค้าเกษตรก็เป็นอาหารของมนุษย์
โดยทุนเดิมที่เรามีประเทศไทยได้เปรียบเรื่องดินฟ้าอากาศ ซึ่งถ้าเราบริหารจัดการน้ำในไทยได้สำเร็จ จะสามารถขยายไปทำไปลงทุนในประเทศที่สภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกับไทยได้อีกมาก เหมือนอย่างประเทศฮอลแลนด์ อิสราเอล
เพราะฉะนั้นถ้าเราจะจัดการเรื่องการกักเก็บน้ำ ไม่ใช่ขุดบ่อเล็ก ๆ ควรจะทำเป็นบึงใหญ่ บนบึงติดโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าสะอาด ในน้ำเลี้ยงปลาที่เป็นพันธุ์ปลาที่มีมูลค่าสูง แต่เหนือสิ่งอื่นใด น้ำนั้นจะต้องส่งไปถึงชาวนา ชาวสวน นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าเราลงทุนเรื่องน้ำแต่ไม่ทำท่อส่งน้ำกระจายไปให้ชาวบ้าน เหมือนเรามีถนนไฮเวย์ แต่ไม่มีถนนเล็กเข้าไปถึงหมู่บ้าน มันก็เปล่าประโยชน์
ในภาคการเกษตรนี้จึงมีน้ำ พันธุ์ การบริหารจัดการ การแปรสภาพ เกษตรอุตสาหกรรม เรื่อยไปจนถึงโต๊ะอาหาร คือปัจจัยสำคัญของภาคการเกษตร ถ้าหากสามารถสนับสนุนให้ครบทุกจุดตามนี้ได้ จะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาล สร้างภาษี สร้างงานได้อีกมหาศาล
สุดท้าย คือ การสร้างคน ถ้าเราทำทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นครบแล้ว เมื่อนั้นเรามีทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ถ้าคนเราไม่พร้อมก็ไม่มีประโยชน์ ประเทศเราไม่ค่อยจะได้สร้างคน ที่ถูกเทรนมาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าเราสร้างคนไม่ทัน ก็ออกกฎหมายให้โอกาสคนจากข้างนอก ยืมคนเก่งจากทั่วโลกมาใช้ก่อน ก็มีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องไปเสียเงินสร้างคนตั้งแต่เกิด ให้ดูว่าวันนี้ไทยขาดคนประเภทไหน ก็เปิดรับเฟ้นหาคนประเภทนั้นมา แล้วมาสอนคนไทย
“ถ้ารัฐบาลชุดนี้ออกกฎหมายใหม่ที่เอื้อต่อภาคการเกษตร ทำเรื่องชลประทาน ไม่มองข้ามการสร้างคน ถ้าสร้างไม่ทันก็เชิญคนเก่งจากข้างนอกมาใช้ก่อน มาสอนคนไทย ผมมองเห็นโอกาสเต็มไปหมด”
–
