Trend/ปัญหาใหญ่ที่สร้างความปวดหัวให้รัฐบาลแทบทุกประเทศในโลกยุคนี้ คือวิกฤตประชากร หลังคนสูงวัยอายุยืนขึ้นและจำนวนมากขึ้น หรือสังคมสูงวัยขั้นรุนแรง (Super aging society)

เพราะกระทบต่อตลาดแรงงาน และโครงสร้างสังคม ทำให้รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณและโครงการทั้งหมด ที่เกี่ยวกับบรรดาวัยเก๋าให้รอบคอบยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยจีนเป็นประเทศที่กำลังถูกจับตามองในเรื่องนี้

จีน เตรียมปรับเกณฑ์อายุเกษียณที่ใช้มานาน โดยจากเดิมที่ผู้ชายสามารถทำงานได้ถึง 60 ปี และผู้หญิงสามารถทำงานได้ถึง 50 – 55 ปี อาจให้ทำงานต่อไปถึงอายุ 65 ปี

แต่ยังจะใช้ในเมืองใหญ่ ๆ ก่อน และเป็นไปตามความสมัครใจ ส่วนตามชนบทยังอยู่ในระหว่างพิจารณาว่าจะทำอย่างไร

ตามรายงานของ CNN สื่อดังในสหรัฐฯ ที่ติดตามสถานการณ์ในจีนระบุว่า นี่เป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่องหลังการประชุมรัฐบาลตั้งแต่ปี 2013 ที่ประเมินว่าต่อไปต้องมีการเพิ่มอายุเกษียณ เพราะประชากรอายุยืนขึ้น

โดยขณะนั้นฝ่ายบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาและหาวิธีที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เงินกองทุนบำนาญหมด

พอข้ามมาปี 2019 เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเงินในกองทุนบำนาญถูกนำไปใช้ช่วยเหลือทั้งการรักษาตัวและค่าทำศพช่วงโควิดให้ข้าราชการ รวมไปถึงคนทำงานบริษัทเอกชนที่ส่งเงินให้สำหรับใช้จ่ายเมื่อเกษียณ

จนเงินในกองทุนบำนาญร่อยหรอลงไปเร็วกว่าที่คาด และอาจหมดไปในปี 2035 หากไม่มีการบริหารจัดการหรือปฏิรูปโครงการที่เกี่ยวกับการเกษียณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงต้องบรรจุการแก้ไขเรื่องนี้ไว้ในนโยบาย 5 ปี เพื่อให้เริ่มดำเนินการภายในปี 2025

ข้ามมากรกฎาคม 2024 มีรายงาน รัฐบาลจีนจะไฟเขียวให้ใช้นโยบายนี้ ไม่เกินสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อปลดชนวนระเบิด ไม่ให้เงินในกองทุนบำนาญหมดหากเป็นไปตามนี้หมายความว่า ชาวจีนอาจต้องทำงานต่อไปจนถึงอายุ 65 ปี

CNN วิเคราะห์ว่า นี่เป็นแผนซื้อเวลา ที่เผชิญการต่อต้านจากทั้งสองฝั่งของตลาดแรงงาน โดยเมื่อนโยบายนี้บังคับใช้ ประโยชน์จะตกที่รัฐบาลก่อน

เพราะสามารถขยายเวลาจ่ายเงินจากกองทุนบำนาญออกให้ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานภาคเอกชน

แต่ก็เป็นนโยบายที่ทำให้คนวัยทำงานไม่พอใจ โดยกลุ่ม Gen X ที่กำลังจะเกษียณและ Babyboom ที่ควรเกษียณแล้ว อาจยังต้องทำงานต่อไป เพราะยังไม่สามารถเบิกเงินจากกองทุนบำนาญได้

เรื่องกองทุนบำนาญและสวัสดิการผู้สูงอายุเคยมีสัญญาณความไม่พอใจออกมาให้เห็นแล้วก่อนหน้านี้ โดยเมื่อปี 2023 Babyboom จีนพากันก่อการประท้วงที่เรียกกันว่า การเคลื่อนไหวคนหัวหงอกในหลายเมือง

เพราะไม่พอใจฝ่ายปกครองในเมืองที่ตนอาศัยอยู่ที่จะตัดงบรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ ท่ามกลางข่าวว่า เกณฑ์อายุเกษียณเลื่อนออกไป

การเลื่อนอายุเกษียณออกไปเป็น 65 ปีนี้ยังกลายเป็นประเด็นที่ทั้ง Babyboom, Gen X และ Gen Z จีนต่างก็ไม่เห็นด้วย จนออกมาแสดงความไม่พอใจในสื่อออนไลน์

สองกลุ่มแรก เห็นว่าต้องเหนื่อยกับการทำงานต่อไป เพราะไม่สามารถเบิกเงินจากกองทุนบำนาญได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะหางานทำต่อได้หรือไม่

ส่วน Gen Z ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่สุดในตลาดแรงงาน ก็ไม่ชอบนโยบายนี้เช่นกัน เพราะทำให้หางานทำได้ยากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ Babyboom และ Gen X ที่จำเป็นต้องเลื่อนวัยเกษียณอีกด้วย/cnn


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer