Trend/หนึ่งในปัญหาใหญ่ด้านประชากรที่แทบทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญยุคนี้คือ จำนวนประชากรเกิดใหม่มีน้อย และประชากรสูงวัยอายุยืนขึ้นและมีมากขึ้น
ซึ่งนอกจากสร้างความปวดหัวให้รัฐบาลแล้ว ยังส่งให้ผลให้หลายธุรกิจเกี่ยวกับทารกและเด็กต้องปรับตัว โดยธุรกิจที่กระทบหนักถึงขั้นต้องปิดตัว คือ โรงเรียนอนุบาลและสถานรับดูแลเด็กก่อนวัยเรียน

จีนก็เป็นประเทศที่ปัญหาดังกล่าวรุนแรง โดยปี 2023 โรงเรียนอนุบาลจีน 15,000 แห่งต้องปิดตัวไป หลังเด็กเกิดน้อยลง ๆ ซึ่งส่งผลให้ยอดนักเรียนใหม่ลดลงไปด้วย
และปีเดียวกันยอดนักเรียนอนุบาลที่เพิ่งเข้าโรงเรียนลดลงไปอยู่ที่ 5.3 ล้านคน
โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในมณฑลซานซี ก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยอาจารย์ใหญ่วัย 56 ปีของโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้เผยว่า ปิดไปเมื่อปี 2023 หลังเปิดทำการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี 2025
ทว่าเมื่อเห็นโรงเรียนอนุบาลแห่งอื่น ๆ ปรับตัวเขาฮึดขึ้นอีกครั้ง แม้ต้องปรับใหญ่ไปสอนนักเรียนอีกกลุ่มที่ตรงข้ามกับเด็กเล็กเลยก็ตาม

โรงเรียนอนุบาลที่มณฑลซานซีแห่งนี้กลับมาเปิดใหม่เมื่อธันวาคม 2023 โดยเปลี่ยนไปสอนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปแทน และปรากฏว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว
ยืนยันได้จากจำนวนอากง อาม่า ที่เข้ามาเรียน และทำกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แม้ครูต้องหันไปศึกษาการพูดและเข้าใจผู้สูงอายุแทนเด็กเล็กก็ตาม

วิชาเรียนของ “โรงเรียนอาม่า” ที่มณฑลซานซีแห่งนี้มีทั้งวิชาเดินแบบ สอนเล่นเครื่องดนตรี และงานฝีมือต่าง ๆ
เหอ หยิง นักเรียนวัย 63 ปีของโรงเรียนแห่งนี้ กล่าวว่า เธอมาเรียนไม่เคยขาด เพราะทำให้กลับมาชีวิตชีวาอีกครั้ง ได้เข้าสังคม แถมได้ความรู้ใหม่ ๆ ด้วย

และเพื่อนวัยเดียวกันต่างก็พูดตรงกันว่า ไม่อยากเป็นแค่คนแก่ที่อยู่แต่กับบ้านและนั่งปล่อยให้เวลาหมดไปวัน ๆ ขณะที่ตัวเองก็แก่ตัวลงไปทุกวัน ๆ
การปรับตัวของโรงเรียนอนุบาลที่มณฑลซานซีแห่งนี้ไปเป็น “โรงเรียนอาม่า” ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ใหญ่ในแวดวงการศึกษาจีน หลังโรงเรียนอนุบาลหลายแห่งทำแล้วประสบความสำเร็จ
หรืออย่างน้อยก็ทำให้โรงเรียนที่ต้องปิดตัวหรือกำลังจะปิดตัวดำเนินกิจการได้ต่อ ท่ามกลางภาวะสังคมสูงวัยในจีน ด้วยจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น
จนปัจจุบันคิดเป็น 20% ของสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ โดยมีการคาดกันว่า สัดส่วนประชากรสูงวัยจีนจะเพิ่มอีกเป็นเกือบ 1 ใน 3 เมื่อถึงปี 2035
ด้านรัฐบาลจีนกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้งระบบดูแลผู้สูงอายุแห่งชาติ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป
ระหว่างเมืองใหญ่หรือหัวเมืองที่เศรษฐกิจมั่งคั่ง กับเมืองเล็กห่างไกลความเจริญที่มีฐานะยากจน

ท่ามกลางความพยายามในการหาเงินเข้ารัฐ และควบคุมดูแลธุรกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากเศรษฐกิจสังคมสูงวัย หรือ Silver economy
ซึ่งมีตั้งแต่เทคโนโลยีช่วยในการดูแลผู้สูงอายุ การท่องเที่ยวเจาะตลาดผู้สูงอายุ และสถานดูแลผู้สูงอายุ
รวมไปถึงโรงเรียนอาม่าที่กำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และอาจต่อยอดสู่โรงเรียนผู้สูงอายุในระดับสูงขึ้น ที่อาจมีถึงขั้นมหาวิทยาลัยด้วย
รัฐบาลจีนประเมินว่า เมื่อถึงปี 2035 ที่ประชาสูงวัยเพิ่มเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของสัดส่วนประชากร มูลค่าตลาดของสินค้าและบริการใน Silver economy จะเพิ่มเป็นมากถึง 30 ล้านล้านหยวน (ราว 149 ล้านล้านบาท)/japantoday, afp
–
