อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้วยจำนวนประชากรราว 1,450 ล้านคน และในช่วงนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 5% แทบจะทุกปี แต่ถึงแม้อินเดียจะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลอินเดียยังแก้ไม่ตกก็คือเรื่อง “ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ” ที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

ที่จริงแล้วอินเดียเพิ่งประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่ไปในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง รัฐบาลอินเดียก็ได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่หลายประการเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่หลายฝ่ายก็ยังมีข้อกังวลว่านโยบายเหล่านี้อาจไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้เราอยากมาวิเคราะห์เหตุผลว่าทำไมนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของอินเดียอาจไม่ช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

นโยบายเศรษฐกิจใหม่ของอินเดีย

โครงการ “Make in India” เป็นโครงอภิมหาโปรเจกต์ของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ถือเป็นโครงการระดับชาติที่สำคัญ ที่มุ่งเปลี่ยนอินเดียให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลก โครงการนี้มุ่งอำนวยความสะดวกในการลงทุน ส่งเสริมนวัตกรรม เพิ่มพูนทักษะ ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตระดับโลก โดยมี 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ  โครงการนี้มุ่งหวังที่จะดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกเพื่อเสริมสร้างภาคการผลิตของอินเดีย

ส่งเสริมการจ้างงาน  โครงการนี้คาดว่าจะสร้างโอกาสในการทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ โดยการปรับปรุงฐานการผลิต

ปรับปรุงแก้ไขความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งหวังที่จะลดความซับซ้อนของกฎระเบียบและกระบวนการราชการเพื่อปรับปรุงอันดับของอินเดียในดัชนีธุรกิจโลก

มุ่งเน้นภาคส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของอินเดียเติบโต  ในระยะแรกโครงการนี้มุ่งเน้นที่ 25 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ยานยนต์ การบิน เทคโนโลยีชีวภาพ สารเคมี การผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ อิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ และตั้งแต่นั้นมา โครงการนี้ได้ขยายขอบเขตเพื่อครอบคลุมภาคส่วนเพิ่มเติมภายใต้ “Make in India 2.0”

 

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี นายกอินเดียผู้ริเริ่มโครงการ Make in India: CNN

 

จากการที่อินเดียออกโครงการ Make in India ก็ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลอินเดียมุ่งเน้นที่ภาคการผลิตให้เติบโต ซึ่งประเทศอินเดียเองโดยรากแล้วก็เป็นประเทศเกษตรกรรม เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก แต่จากนโยบายเหล่านี้ชี้ให้เห้นชัดว่าอินเดียต้องการสลัดภาพการเป็นประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัว

แต่แน่นอนว่าเมื่อประเทศที่เคยเป็นแหล่งอาหารของโลกจะกลายมาเป็นโรงงานของโลก พวกเขาทิ้งใครไว้ระหว่างทางบ้างเป็นเรื่องที่น่าคิด

แม้นโยบายใหม่จะออกมาแต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ปากท้องชาวอินเดียดีขึ้นเพราะอะไร?

อย่างที่เราพูดถึงไปแล้วว่าหัวใจหลักของโครงการ Make in India เป็นเหมือนสิ่งที่จะมาเปลี่ยนโลกทัศน์ของนานาอารยประเทศที่มีต่ออินเดีย จากประเทศเกษตรกรรม ประเทศยากจน สู่ประเทศอุตสาหกรรมที่ประชาชนต่างมีงานที่ได้เงินดี ๆ ซึ่งก็น่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น แต่ถ้ามันไม่ใช่อย่างนั้นล่ะแล้วมันจะเป็นเพราะอะไร

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของอินเดียยังคงอยู่และมีแต่จะเพิ่มขึ้น

ณ ปี 2023 ข้อมูลประมาณการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่าประชากรอินเดียประมาณ 2.4% คิดเป็น 34.4 ล้านคน อยู่ในสถานะ ยากจนขั้นรุนแรง หรือ Exterme Poverty ซึ่งปัญหาความยากจนในอินเดียก็ยังดำเนินต่อไปแม้ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้สันทัดกรณีก็ยังคงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้แบ่งแยกว่าประชากรนั้นอยู่ในสถานะไหน

หนึ่งในปัญหาหลักของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของอินเดีย คือการเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป โดยไม่ให้ความสำคัญเพียงพอกับการกระจายความมั่งคั่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยคนรวยกลายเป็นคนที่ร่ำรวยขึ้น ในขณะที่คนจนยังคงติดอยู่ในวงจรความยากจนซึ่งก็เหมือนกับอีกหลายประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะกระบวนการบูสต์ตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยพึ่งพาการผลิตและส่งออกเป็นเพียงปัจจัยผิว เนื่องจากเม็ดเงินที่ตกลงมาจะเข้าถึงกลุ่มคนและแรงงานเพียงบางกลุ่มเท่านั้น แตกต่างจากการที่รัฐพยายามเพิ่มรายได้ขั้นต่ำของแรงงานทั่วประเทศและกดไม่ให้ค่าครองชีพสูงจนเกินไป

 

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลก็ยังแก้ไม่ตก

ตามรายงานในปี 2022 ของ Oxfam ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานขับเคลื่อนเพื่อบรรเทาความยากจนทั่วโลก พบว่า 1% ของประชากรที่ร่ำรวยที่สุดของอินเดียครอบครองความมั่งคั่งมากกว่า 40% ของประชากรทั้งหมด นอกจากนี้ 10% ของประชากรที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดียมีรายได้รวมกันมากกว่ารายได้รวมของคนยากจนที่สุดอีก 50% ของประเทศ ดังนั้น เราจึงพูดได้ว่านโยบายเศรษฐกิจใหม่ยังคงเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นกลางและชนชั้นสูงมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน

การขาดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการกระจายความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การปฏิรูประบบภาษีแบบก้าวหน้า หรือการลงทุนในโครงการสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม ทำให้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ไม่สามารถแก้ไขรากเหง้าของปัญหาความยากจนได้อย่างแท้จริง

การละเลยภาคเกษตรกรรม

อาชีพเกษตรกรรม เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงประเทศไม่ต่างจากไทย ประชากรอินเดียราว 42.3% หรือเกือบ ๆ ครึ่งประเทศ อยู่ในภาคการเกษตร แม้ว่าภาคเกษตรกรรมจะเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประชากรอินเดียส่วนใหญ่ แต่นโยบายเศรษฐกิจใหม่กลับให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมและบริการมากกว่าภาคการเกษตร ที่ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ โดยปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรอินเดียหลัก ๆ ได้แก่

  • การขาดแคลนน้ำและระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ
  • การพึ่งพาฝนตามฤดูกาลซึ่งไม่แน่นอน
  • ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่แน่นอน
  • การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรที่จำกัด
  • ภาระหนี้สินของเกษตรกร

 

ภาคเกษตรกรรมเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของอินเดียแต่ยังไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร: Business Insider India

 

แล้วพอหันมามองที่นโยบายเศรษฐกิจใหม่ ก็ยังไม่พบว่าจะมีมาตรการใดในเมกะโปรเจกต์ที่ช่วยแก้ปัญหาปากท้องของเกษตรกรอินเดียอย่างจริง ๆ ซึ่งการขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร การวิจัยและพัฒนา และการสนับสนุนราคาผลผลิต ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ต่ำและเสี่ยงต่อความยากจนต่อไป

การจ้างงานที่ไม่มีคุณภาพและการว่างงานแอบแฝง

ปี 2023 อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ของอินเดียอยู่ที่ 3.1% ลดลงจากปี 2021 (4.2%) และปี 2022 (3.6%)  แม้ว่าอัตราการว่างงานของอินเดียจะมีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาการจ้างงานที่ไม่มีคุณภาพและการว่างงานแฝงเป็นปัญหาที่รุนแรง นโยบายเศรษฐกิจใหม่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อัตราการว่างงานในอินเดียมีแนวโน้มลดลงแต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้

แต่ปัญหาที่แท้จริงของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเปอร์เซ็นต์อัตราการว่างงานแต่เป็นเรื่องอื่น ๆ ในเชิงเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับแรงงาน เช่น

  • แรงงานไม่มีสวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน จากข้อมูลระบุว่าตัวเลขการจ้างงานนอกระบบที่มีสัดส่วนสูง 90% ของแรงงานอินเดียทำงานในภาคนอกระบบซึ่งพออยู่นอกระบบคงไม่ต้องถามถึงเรื่องสวัสดิการในการทำงานที่ดีหรือความก้าวหน้าในอาชีพการงานอยู่แล้ว
  • การว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่มีการศึกษา อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาในหลาย ๆ ประเทศเช่นกัน เพราะคนที่มีระดับการศึกษาสูงแต่ไม่มีตำแหน่งงานในประเทศรองรับทักษะที่มีอย่างเพียงพอก็ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมาได้เช่นกัน
  • ความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะและความต้องการของตลาดแรงงาน ระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
  • การกระจุกตัวของการจ้างงานในเมืองใหญ่ โอกาสการจ้างงานที่ดีมักจะกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้เกิดการอพยพของแรงงานจากชนบทสู่เมือง ซึ่งก็ทำให้เกิดช่องว่างในความเจริญระหว่างเมืองใหญ่และชนบทที่กว้างออกไปอีก

วกกลับมาที่นโยบายเศรษฐกิจใหม่ ก็ไม่เห็นว่าจะมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ การขาดการลงทุนในการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างงานที่มีคุณภาพในพื้นที่ชนบท และการปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้ทันสมัย รวมไปถึงการส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพ (มีสวัสดิการและความก้าวหน้า) ทำให้ปัญหาการจ้างงาน (ที่ดี) ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอินเดียอยู่

ระบบการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพและไม่ทั่วถึง

การศึกษาเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญมากในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน  แม้ว่าอินเดียจะมีความก้าวหน้าในการเพิ่มอัตราการเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา แต่คุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงยังคงเป็นปัญหาสำคัญ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจัง

มาดูตัวเลขการเข้าถึงระบบการศึกษาในอินเดียกันก่อน

จากรายงานล่าสุดในปี 2023 พบว่า ประชาชนอินเดียเข้าถึงระดับการศึกษาในระดับชั้นต่าง ๆ ตามข้อมูลที่แสดงให้เห็นด้านล่างนี้

การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประถมศึกษา): จากรายงานล่าสุดพบว่าเด็กอายุ 6-14 ปี ร้อยละ 95 เข้าเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งบ่งชี้ว่ามีเพียงร้อยละ 5 ของเด็กในกลุ่มอายุนี้เท่านั้นที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้

ระดับมัธยมศึกษา: อัตราการลงทะเบียนเรียนในระบบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 69 ซึ่งบ่งชี้ว่า วัยรุ่นประมาณร้อยละ 31 ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาได้ ซึ่งก็นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงนั่นแปลว่ามีคนจากระดับชั้นประถมศึกษา ที่ไม่ได้ไปต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาในจำนวนมาก

ระดับอุดมศึกษา: อัตราส่วนการลงทะเบียนเรียนรวม (The Gross Enrollment Ratio: GER) สำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในอินเดียอยู่ที่ประมาณร้อยละ 28.4 ซึ่งหมายความว่าประชากรที่มีสิทธิ์เข้าเรียน (อายุ 18-23 ปี) ประมาณร้อยละ 71.6 ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้ นี่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาเรื่องการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในอินเดีย

ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวเราสามารถสังเคราะห์สาเหตุของปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในอินเดียได้ดังนี้

  • คุณภาพการศึกษาที่ต่ำ โรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ขาดแคลนครูที่มีคุณภาพและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย
  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา เด็กจากครอบครัวยากจนและในพื้นที่ห่างไกลมีโอกาสน้อยในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • อัตราการออกกลางคันที่สูง โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
  • หลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้บัณฑิตจบใหม่มักไม่มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน

 

การเข้าถึงระบบการศึกษาโดยเฉพาะคนในพื้นที่ห่างไกลยังเป็นปัญหาสำคัญที่รอวันแก้ไข: The Christian Science Monitor

การขาดการลงทุนที่เพียงพอในระบบการศึกษา และการไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการปฏิรูปหลักสูตรและพัฒนาคุณภาพครู ทำให้ระบบการศึกษาของอินเดียไม่สามารถผลิตแรงงานที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งก็เป็นช่องว่างของนโยบายเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

ระบบสาธารณสุขที่ไม่มีประสิทธิภาพ

สุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ระบบสาธารณสุขของอินเดียยังคงมีปัญหาหลายประการ จากข้อมูลในปี 2023 ระบุว่าอินเดียรั้งอันดับที่ 66 จาก 195 ประเทศ ในเรื่องที่มีระบบสาธารณสุขแย่ที่สุดในโลก นโยบายเศรษฐกิจใหม่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบสาธารณสุขอย่างเพียงพอ

 

ภาพภายในโรงพยาบาลในอินเดียตามพื้นที่ห่างไกลที่ต้องเรียกว่า “รอการปรับปรุง”: NPR

โดยหลัก ๆ แล้วสิ่งที่อินเดียยังขาดในหมวดการสาธารณสุขอันจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ประกอบไปด้วย

  • การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลและสถานพยาบาลไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท
  • การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ อัตราส่วนแพทย์และพยาบาลต่อประชากรต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก
  • ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูง ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง
  • ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองโดยตรง ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย
  • คุณภาพการรักษาพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะในสถานพยาบาลของรัฐ
  • การขาดความครอบคลุมของประกันสุขภาพ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีประกันสุขภาพที่เพียงพอ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อนโยบายเศรษฐกิจใหม่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เติบโต สิ่งที่ต้องแลกมาแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของอินเดียได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

  • มลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่หลายแห่งของอินเดีย อย่าง นิวเดลี ติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก
  • การขาดแคลนน้ำสะอาด หลายพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำปนเปื้อน
  • การตัดไม้ทำลายป่า พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม
  • การจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ อย่างที่เราเห็นตามภาพสื่อต่าง ๆ จะเห็นว่าการบริหารจัดการเรื่องของสุขาภิบาล และปัญหาขยะล้นเมือง ยังเป็นเรื่องที่อินเดียทำได้ไม่ค่อยดีนัก

 

ปัญหาฝุ่นควันยังเป็นปัญหาใหญ่ของอินเดีย: Earth.org

 

ความไม่เท่าเทียมทางเพศและการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย

แม้ว่าอินเดียจะมีความก้าวหน้าในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิของชนกลุ่มน้อย แต่ปัญหาการเลือกปฏิบัติยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มเหล่านี้ อยู่ และเช่นเคยนโยบายเศรษฐกิจใหม่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

  • ช่องว่างทางเพศในการจ้างงานและค่าจ้าง ผู้หญิงมีโอกาสน้อยกว่าในการได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและมักได้รับค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชาย อย่างที่เราได้เคยเขียนบทความเรื่องที่ Foxconn บริษัทซัปพลายเออร์ชื่อดังของโลกผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ให้กับ Apple ปฏิเสธการจ้างงานผู้หญิงที่แต่งงานแล้วในอินเดีย ซึ่งสตรีเพศในอินเดียมักถูกเลือกปฏิบัติเช่นนี้อยู่เรื่อย ๆ
  • การเลือกปฏิบัติต่อชนวรรณะต่ำและชนเผ่า ในสังคมอินเดียปัจจุบันยังมีความเชื่อเรื่องชนชั้นวรรณะปะปนอยู่ในสังคม ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มักถูกกีดกันจากโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม
  • ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก: ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาที่รุนแรงดังที่มีข่าวการข่มขืนและทารุณกรรมผู้หญิงให้เห็นอยู่ ทำให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้หญิงหากคิดจะไปท่องเที่ยวเพียงลำพัง ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่ได้ลงมาแก้ปัญหานี้ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างจริงจัง
  • การเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณะที่ไม่เท่าเทียมกัน: กลุ่มคนชายขอบมักมีโอกาสน้อยกว่าในการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ

 

การทุจริตคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลของเจ้าหน้าที่รัฐที่อ่อนแอเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอินเดีย แม้ว่านโยบายเศรษฐกิจใหม่จะมีมาตรการบางอย่างในการต่อต้านการทุจริต แต่ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

  • การทุจริตในภาครัฐ: การให้และรับสินบนเป็นเรื่องปกติในการติดต่อราชการ
  • ระบบอุปถัมภ์และเล่นพรรคเล่นพวก: การแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งในหน่วยงานรัฐมักขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าความสามารถ
  • การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ: กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ มักไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและเท่าเทียม
  • ความไม่โปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐ: ประชาชนมักไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจและการใช้งบประมาณของรัฐบาล

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันส่งผลให้ทรัพยากรของประเทศถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งนโยบายและโครงการพัฒนาต่างๆ ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

เพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจใหม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง รัฐบาลอินเดียจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายให้ครอบคลุมและแก้ไขปัญหาพื้นฐานเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาเรื่องการจ้างงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ การกระจายอำนาจและทรัพยากรสู่ท้องถิ่นมากจะช่วยขจัดช่องว่างทางสังคมและบรรเทาปัญหาเชิงโครงสร้างให้อยู่ในขอบเขตที่สามารถจัดการได้ เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างทั่วถึงและตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่

ถ้าจะเจาะไปที่นโยบาย Make in India จริงอยู่ที่อาจจะส่งเสริมให้ประเทศมีการเติบโตด้านเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด แต่ถามว่าประชาชนได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากเรื่องนี้หรือไม่ นั่นคือคำถามที่สำคัญ การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ได้ หากไม่มีการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ดังนั้น อินเดียจำเป็นต้องมีนโยบายที่สมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนและความเป็นธรรม จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน


เรื่อง: ณัฐศกรณ์ แสงลับ


อ้างอิง

https://www.economist.com/finance-and-economics/2024/08/01/indias-economic-policy-will-not-make-it-rich

https://www.cnbc.com/2024/04/29/india-economy-policy-continuity-for-strong-economic-growth-nomura-says.html

https://www.makeinindia.com/policy/new-initiatives

https://www.william-russell.com/blog/countries-worlds-worst-healthcare/

https://www.cmie.com/kommon/bin/sr.php?dt=20240306123028&kall=warticle&msec=176

https://www.thehindubusinessline.com/economy/less-than-3-of-indias-population-now-living-under-extreme-poverty-world-poverty-clock/article67907056.ece