Trend/ข่าวใหญ่ในวงการสปอร์ตแบรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจมากสุดช่วงนี้คือ สถานการณ์ของเบอร์ต้น ๆ ในวงการอย่าง Nike ที่เพิ่งประกาศเปลี่ยนซีอีโอไป และยังถือว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ล่าสุดสปอตไลท์ส่องตรง ๆ แบบเน้น ๆ ไปที่แบรนด์เจ้าของสโลแกน Just Do It อีกครั้ง หลังเลื่อนประชุมนัดสำคัญที่ใกล้เข้ามาออกไป ถือเป็นการย้ำว่าสถานการณ์บริษัทยังคงไม่นิ่ง และต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินหน้าฝ่าวิกฤต

1 ตุลาคมที่ผ่านมา Nike ขอเลื่อนการประชุมนักลงทุน ที่จะมีขึ้นในช่วงตุลาคมนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่า ขอเวลาในการปรับกลยุทธ์
และเชื่อว่าด้วยกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ที่มาพร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ กับนวัตกรรมต่าง ๆ จะช่วยให้สถานการณ์จะกลับมาดีขึ้นได้ในเวลาไม่นาน
อย่างไรก็ตาม นี่ยังคงเป็นแผนคร่าว ๆ ยังไม่ลงลึกในรายละเอียดใด ๆ หลัง Nike ยังไม่ฟื้นจากวิกฤต ท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ

และที่สำคัญยังเป็นการเลี่ยงไม่ให้ Elliott Hill ซีอีโอใหม่ที่จะขึ้นมาคุมบริษัทในเวลาไล่เลี่ยกับการประชุมดังกล่าว ต้องมาเผชิญหน้ากับทั้งบรรดานักลงทุนและผู้ถือหุ้นอีกด้วย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยลบและขาลงมากมายที่กำลังรุมเร้า Nike อันได้แก่ แผนกู้วิกฤตช่วงโควิดที่หันไปเน้นช่องทางออนไลน์ และหน้าร้านของ Nike เองของ John Donahoe ซีอีโอที่กำลังพ้นตำแหน่ง ซึ่งใช้ไม่ได้แล้ว
เห็นได้จากตัวเลขประกอบการของไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา) อยู่ที่ 11,590 ล้านดอลลาร์ (ราว 379,000 ล้านบาท) ลดลงไป 10% จากปีก่อน ซ้ำร้ายยอดขายโดยรวมก็ร่วงลงไปถึง 28%

ทั้งที่แผนดังกล่าวของ John Donahoe เคยทำให้เมื่อปี 2023 ยอดขาย Nike เพิ่มเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ได้เป็นครั้งแรกก็ตาม
สาเหตุต่อมา ที่ทำให้ยอดขาย Nike ตกหนักจน John Donahoe ต้องพ้นเก้าอี้ซีอีโอแล้วเปลี่ยนให้ Elliott Hill มากู้วิกฤตคือ พิษเศรษฐกิจในจีนจากปัญหาการว่างงานและขาลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์
ที่กระทบเป็นลูกโซ่ทำให้คนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Z ลูกค้าหลักของ Nike หันไปซื้อแบรนด์ที่ราคาจับต้องได้ และผลิตในประเทศกันมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อยอดขาย เพราะด้วยจำนวนประชากรมหาศาลจีนจึงเป็นตลาดใหญ่

อีกสาเหตุที่ฉุดให้ Nike ฟอร์มตก คือตามหลังแบรนด์คู่แข่งหน้าใหม่ ๆ อย่าง Hoka One One และ On ในเรื่องนวัตกรรม รูปทรงสีสัน และการออกแบบ
จากปัจจัยทั้งหมดทำให้มีการวิเคราะห์กันว่า หากยังไม่เปลี่ยนแผน และหาทางแก้เกม ในปี 2025 ยอดขายอาจตกลงไปอยู่ที่ 48,870 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท)

ด้าน Nike ก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยเบื้องต้นประกาศแผนปลดพนักงานและทุ่มงบในการพัฒนารองเท้ารุ่นใหม่ ๆ ทว่าก็ยังไม่ทำให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นพอใจ จนนำมาสู่การเปลี่ยนตัวซีอีโอในที่สุด
ทำให้ผู้ที่ถูกจับตามองสุดเวลานี้คือ Elliott Hill ที่มีกำหนดขึ้นไปกุมบังเหียน Nike 14 ตุลาคมนี้ เพราะนอกจากต้องกู้วิกฤตท่ามกลางทัพปัจจัยลบที่รุมเร้าแล้ว ยังต้องทำให้เห็นผลเร็วที่สุด
และไม่ใช่เพื่อให้ทันใจนักลงทุน ผู้ถือกับบอร์ดบริหารเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้เหนือกว่าหรืออย่างน้อยก็ไม่น้อยหน้า Adidas คู่ปรับสำคัญอีกด้วย 
สถานการณ์ของ Adidas กำลังดีขึ้นตามลำดับ หลังตัดขาดกับแบรนด์ Yeezy ของ Kanye West แร็ปเปอร์ดังเจ้าปัญหา ท่ามกลางยอดขายรองเท้ารุ่น Samba และ Gazelle ที่ดีวันดีคืน ตามเทรนด์แฟชั่นย้อนยุค
จนคาดว่าสิ้นปี 2024 จะทำกำไรได้เพิ่มเป็น 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,000 ล้านบาท)/theguardian
–
