กระแสของข่าวมากมายที่ถาโถมในแต่ละวันขณะนี้ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการหมกเม็ด ไม่โปร่งใส ทำให้ประชาชนต่างตั้งคำถามถึงความจริงใจ ตรงไปตรงมาของธุรกิจต่าง ๆ เพราะทุกวันนี้การลวงหลอกแยกออกได้ยาก กลวิธีล่อหลอกมีมากมายจนคนตกหลุมพราง ส่งผลให้คน back to basics ไม่ขออะไรมากมาย ขอแค่ความจริงใจ โปร่งใสต่อกันก็พอ

กระแส “คนตื่นธรรม” ที่กำลังมาแรงในเวลานี้ มาจากช่องคนตื่นธรรมอันเป็นเพจสอนธรรมะผ่านไลฟ์สด แต่ผู้สอนหรือที่คนดูเรียกว่า “อาจารย์เบียร์” จะมานั่งตอบคำถามธรรมะเพื่อช่วยไขข้อข้องใจ หรือแนะทางออกปัญหาในชีวิตให้คนดู แต่คำแนะนำนั้นจะบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ไม่รื่นหู แต่ถูกต้องตามหลักเหตุและผล ตรงกับที่ชาวเน็ตมักพูดว่า ‘ธรรมะแท้ ๆ ไม่มีคำว่าปลอบใจ’

ซึ่งกระแสนี้เมื่อมองในภาพใหญ่ได้สะท้อนความต้องการของสาธารณชนที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือกำลังถามหาความจริงใจจากคนทำธุรกิจ เพราะขณะนี้มีทั้งข่าวทองคำ ข่าวกรุ๊ปอาหารเสริม ที่ออกข่าวใหญ่ในประเด็นความไม่โปร่งใส

แบรนด์เรียนรู้อะไรได้จากกระแสนี้

การถือกำเนิดของอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตนเองมากขึ้น อยากรู้อะไรเพียงเสิร์ชถาม GEN AI ก็ได้ข้อมูลมาหมด ดังนั้น เป็นเรื่องง่ายที่ลูกค้าจะค้นพบได้ว่าการตลาดไม่เป็นไปตามความเป็นจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ แบรนด์ยิ่งต้องชัดเจน แสดงความจริงใจ (Sincere Marketing)  ไม่ใช่แค่ขายผลิตภัณฑ์เท่านั้น

1. เปิดเผยจริงใจ  ผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการรู้จักแบรนด์ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านที่มีผลเสีย ต้องแสดงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ปิดบัง ดีกว่าลูกค้ารู้ภายหลังว่ามีบางอย่างไม่ตรงกับความจริง จะเกิดความเสียหายอย่างมากตามมา ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการที่จำหน่ายอาหารเสริม จะต้องแจ้งผลดี-ผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคบนพื้นฐานของหลักโภชนาการ ไม่ปกปิดบางประเด็นเพียงเพื่ออยากขายสินค้า

2. แสดงจุดยืนเพื่อสิ่งดี ๆ

แบรนด์อย่าให้ความสำคัญกับผลกำไร จนลืมคำนึงถึงการแสดงออกข้างความถูกต้อง เช่น การพยายามช่วยรณรงค์เรื่อง Fast Fashion ของแบรนด์เสื้อผ้าต่าง ๆ ยกตัวอย่าง ZARA ที่เปิดจำหน่ายเสื้อผ้ามือสอง และรับซ่อมเสื้อผ้าที่ชำรุด เพื่อลดการเกิดขยะเสื้อผ้า เพราะพวกเขาล้วนมีส่วนในการทำให้เกิดปัญหานี้ แน่นอนว่าสำหรับธุรกิจยอดขายถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าแบรนด์แสดงจุดยืนที่ดีต่อลูกค้า ดีต่อโลก แบรนด์ก็จะโดดเด่นขึ้นมา

ที่สำคัญต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงการใช้คำสื่อสารทางการตลาดที่เกินจริง  เพียงแค่ให้ข้อมูลอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หมกเม็ด

3. ชนะทั้งใจและความคิด

แบรนด์สามารถสร้างความรู้สึกที่เชื่อมโยงในระยะยาวในใจลูกค้าได้ สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่จริงใจ ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องดึงดูดความสนใจด้วยการ Overclaim เสมอไป บางครั้งลูกค้าอาจต้องการแค่คำแนะนำอย่างซื่อตรง ว่าสิ่งใดเหมาะกับเขา สิ่งใดไม่เหมาะ เมื่อลูกค้าจริงใจและเชื่อมั่นในแบรนด์  ก็จะเกิด Brand Loyalty ตามมา

4. คอนเทนต์ต้องเรียล

ในปัจจุบันเมื่อโซเชียลขยายวงกว้าง ทำให้มีผู้ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียลมากมายหลายแขนงเกิดขึ้น ทำให้เกิดคอนเทนต์มากมายที่ยากจะคัดกรองได้ว่า คอนเทนต์นั้นเป็นจริงตามที่กล่าวอ้างในโฆษณาหรือไม่ และบางครั้งมาในรูปแบบที่แฝงโฆษณาอย่างแนบเนียน จนสาธารณชนเกิดความเบื่อหน่ายต่อคอนเทนต์การตลาดเช่นนี้ เพราะรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกหลอกขายสินค้า

จึงหันมามองหาการโฆษณาที่ดูจริงใจ ไม่มีการขายแอบแฝง บอกข้อดีข้อเสียอย่างตรงไปตรงมา แบรนด์จะต้องแสดงความเรียล เล่าเรื่องให้ถูกต้องตามพื้นฐานความเป็นจริง จับต้องได้ และต้องบอกผู้ชมอย่างตรงไปตรงมาว่าคลิปนี้จะมีการโฆษณา เพื่อให้ผู้ชมรู้ว่ามีการว่าจ้างในคลิป ให้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ  แล้วการสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์จะตามมาอัตโนมัติ

 

อ้างอิง: Andrea Belk Olson, MSC, FUTURA, StoryNeedle,