เพราะโลกธุรกิจในวันนี้แตกต่างจากอดีต ทั้งปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงถึงกันหมด พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ รวมไปถึงการแข่งขันในหลากหลายรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย ตลอดจนเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้จัดงานสัมมนา “SCB SME SUCCESS #โตอย่างสตรอง” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องในปีนี้เป็นปีที่ 6 โดยครั้งนี้ได้รวมนักธุรกิจชื่อดังจาก 3 บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับและมียอดการจำหน่ายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา กูรูด้านการตลาด ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้ความรู้และมุมมองทางธุรกิจแก่ SME ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ และผู้สนใจทั่วไปที่กำลังศึกษาโอกาสในการมีกิจการเป็นของตัวเอง

 

“สเนลไวท์” สร้างโอกาสจากช่องวาง

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือจะแย่ แต่ตลาดเครื่องสกินแคร์ก็ยังคงมีการเติบโต นี่จึงเป็นโอกาสของ “สเนลไวท์” ที่ คุณสราวุฒิ พรพัฒนารักษ์ ใช้เวลาศึกษาก่อนทำธุรกิจทั้งหมด 2 ปี โดยวิธีศึกษาที่ดีที่สุดคือการรับจ้างผลิต หรือ OEM ให้แก่แบรนด์อื่น ๆ ก่อน โดยเรียนรู้ทุกอย่างทั้งการทำแบรนด์และทำการตลาด หลังจากนั้นก่อตั้ง บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด จากการรวมตัวกันระหว่างเพื่อน เมื่อปี 2554 และเริ่มสร้างแบรนด์ในชื่อ นามุ ไลฟ์ สเนลไวท์ เมื่อปี 2557 ถึงแม้ว่าจะถนัดในด้านการผลิต แต่ไม่เก่งในด้านการตลาด จึงต้องหาพาร์ทเนอร์อื่น ๆ เข้ามาช่วย

ในช่วงเริ่มต้นของแบรนด์ คุณสราวุฒิได้เลือกสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโดยการสร้าง Demand ขึ้นมาเอง เนื่องจากตลาดสกินแคร์ ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 เซกเมนต์ คือ Mass Product และ Counter Brand ดังนั้นช่วงกึ่งกลางยังว่างอยู่คุณสราวุฒิจึงได้วาง Positioning ให้อยู่ระหว่างทั้ง 2 เซกเมนต์ คือคุณภาพแบบ Counter Brand ในราคาที่จับต้องได้แบบ Mass Product ซึ่งอยู่ที่ 1,000 กว่าบาท โดยการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง ให้มีความหรูหราและพรีเมี่ยม ซึ่งก่อให้เกิดจุดแข็งคือการเป็นเจ้าตลาดใน Demand ที่สร้างขึ้นมาเอง

ช่วงแรกของการสร้างแบรนด์งบทางด้านการตลาดมีอยู่จำกัด จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในสื่อทีวีหรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่ต้องใช้งบพอสมควร โชคดีว่าในช่วงนั้นโซเชียลมีเดียกำลังมาแรงและไม่ค่อยมีใครเลือกใช้ทำการตลาด คุณสราวุฒิจึงเลือกใช้ช่องทางนี้ในการสร้างความรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายคือ โซเชียลมีเดียต้องรู้จักแบรนด์ ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้รายได้ในปีแรกจบลงที่ 90 ล้านบาท จากเป้าหมายในตอนแรกเพียงแค่ 40 ล้านบาทเท่านั้น

หลังจากนั้นในปีที่ 2 จึงโหมอัดงบการตลาดในสัดส่วน 15 – 20% ของยอดขาย แบ่งเป็น 80% อยู่ในส่วนของ Above the Line ไม่ว่าจะเป็นการจ้างพรีเซนเตอร์ ที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของวงการเพื่อสร้างการรับรู้อย่าง อั้ม-พัชราภา, ชมพู่-อารยา และพลอย-เฌอมาลย์ รวมทั้งการซื้อสื่อ Out of Home และอีก 20% ก็อยู่ในสื่อออนไลน์ นอกจากนี้ยังได้มีการปรับไซส์ให้เล็กลงมาวางจำหน่ายใน เซเว่น อีเลฟเว่น ในราคา 139 บาท จึงทำให้รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 450 ล้านบาทในปีที่ 2 และขยับขึ้นเป็น 1,000 ล้านในปีที่ 3 หลังจากนี้ตั้งเป้าขอโตปีละ 30%

นอกจากจะใช้วิธีการทางการตลาดแล้ว คุณสราวุฒิยังได้ปลูกฝังค่านิยมให้คนในองค์กรมี 3D อันประกอบด้วย Develop : คนในองค์กรต้องมีแนวคิดพัฒนาตลอดเวลา, Different : นอกจากพัฒนาแล้ว ต้องเป็นการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ และสร้างความแตกต่าง, Dynamic : เปิดกว้าง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกับทุกสถานการณ์ กระตือรือร้นกับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา

ปัจจุบันมีสินค้าวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ นามุ ไลฟ์ สเนลไวท์ ทั้งหมด 8 ตัว 12 รายการ ประกอบด้วย Facial Cream, Syn-ake mist, Maskshot, Body Booster, Cleansing, Sunscreen, Concentrate และ Miracle Intensive Repair โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในอนาคต คือการเป็นแบรนด์ 1 ใน 3 ของเอเชียให้ได้

“เจคิว ปูม้านึ่ง เดลิเวอรี่” พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เน้นสร้างแบรนด์ผ่าน Facebook

กว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนในวันนี้ คุณสุรีรัตน์ ศรีพรหมคำ เคยพบกับความล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำชิ้นส่วนรถยนต์, ร้องเท้า และอาหารสุนัข ซึ่งขาดทุนทั้งหมด แต่ก็ยังไม่ละความฝันที่อยากมีธุรกิจส่วนตัว จึงได้หันมาทำธุรกิจค้าส่งอาหารทะเล ในปี 2554 โดยรับวัตถุดิบมาจากคุณแม่ ให้กับร้านอาหารต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อทำไปสักพักกลับประสบปัญหาถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ สินค้าสดเหลือตกค้าง จึงได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เริ่มลงมือศึกษาการทำธุรกิจอาหาร และบริการเดลิเวอรี่อย่างจริงจัง เนื่องจากในช่วงที่ธุรกิจเกิดปัญหาได้นำสินค้าที่เหลือมานึ่งแจกจ่ายให้กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและมีความต้องการซื้อซ้ำในภายหลัง จึงได้เริ่มต้นทำธุรกิจ เจคิว ปูม้านึ่ง เดลิเวอรี่ บริการจัดส่งอาหารทะเลถึงบ้าน ให้กับผู้ที่อยากทาน อาหารทะเลสด ๆ แต่ไม่อยากออกจากบ้าน โดยมีวัตถุดิบที่หลากหลายชนิด เช่น ปูม้า, ปูทะเล, กุ้ง และหอยนางรม เป็นต้น โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิง (เนื่องจากมีอำนาจการตัดสินใจที่สูง) ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ความน่าสนใจของ เจคิว ปูม้านึ่ง เดลิเวอรี่ คือคำสังซื้อทั้งหมดจะมาจากการสั่งออนไลน์ ไม่ได้มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เนื่องจากการทำเป็นร้านอาหารต้องใช้เงินทุนที่สูงมาก โดยจุดที่สร้างความ Success ให้แก่แบรนด์ คือการทำการตลาดผ่าน Facebook ทั้งหมด

ในช่วงแรกคุณสุรีรัตน์เลือกใช้วิธีทำการตลาดแบบทั่วไป คือการแจกใบปลิวบริเวณใกล้กับคอนโดและรถไฟฟ้า แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ต่อมาจึงเลือกวิธีแปะใบปลิวไปกับกระดาษทิชชู แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย หลังจากนั้นจึงได้หันมาสมัคร Facebook โดยนำ Account ส่วนตัวมาช่วยขาย แต่ปรากฏว่าขายสินค้าได้แต่เพื่อนหายหมด จึงได้เปลี่ยนวิธีมาสมัครเป็น Fanpage แทน เพื่อเป็นทั้งช่องทางในการสื่อสารและรับออเดอร์จากลูกค้าทั้งหมด

เมื่อจับทางได้ว่าการใช้ Fanpage มีผลตอบรับที่ดี จึงพยายามเร่งกระแสให้มากขึ้น เนื่องจากตอนนั้นยังไม่รู้จักการโฆษณาผ่าน Facebook จึงไปเรียนรู้วิธีทำการตลาดจากคุณตัน ภาสกรนที โดยการนำของรางวัลที่กำลังอยู่ในกระแสความต้องการของผู้บริโภคมาแจก โดยมีกติกาเพียง Like & Share ครั้งแรกจึงได้แจกเฟอร์บี้ ปรากฎว่าจากยอด Like หลักร้อยขึ้นไปเป็นหมื่นเลยทีเดียว ต่อมาจึงได้แจกแพ็กเกจทัวร์เกาหลี จนกระทั้งเข้าตาสื่อมวลชน จึงได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อไปในตัว

คุณสุรีรัตน์ให้ข้อสังเกตว่า วิธีนี้จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องแจกจริง ๆ แบบไม่มีลับลมคมในเท่านั้น มีความโปร่งใส ผู้บริโภคจึงจะให้ความเชื่อถือ ซึ่งหลังจากนี้มีแผนจะแจกแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นหรือยุโรป
ปัจจุบัน Page เจคิว ปูม้านึ่ง เดลิเวอรี่ มีแอดมิน 20 คน มียอดกด Like กว่า 600,000 คน สามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยวันละ 1 ล้านบาท โดยมีค่าโฆษณาผ่าน Facebook เฉลี่ยแค่วันละ 1,000 บาทเท่านั้น โดยคุณสุรีรัตน์กำชับทีมแอดมินว่า ไม่ควรทะเลาะกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ถ้าไม่ไหวให้มาเรียก ตนจะเข้ามาดูแลเอง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

 

“altron” สตรองอย่างแบรนด์ไทย

คุณนรินทร์เดช ทวีแสงพานิชย์ คือผู้บริหารรุ่นที่ 2 ที่รับสืบทอดจากคุณพ่อ ใน บริษัท ไทย ฮาเบล อินดัสเตรียล จำกัด ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานในบริษัทอีเว้นท์เอเยนซี่อันดับต้น ๆ ของเมืองไทย รวมทั้งเคยเข้าไปทำงานในองค์กรของรัฐ แต่จุดเริ่มต้นในการเข้ามาทำงานในบริษัทนี้ คือการเกิดไฟไหม้ของโรงงานที่เสียหายกว่า 100 ล้านบาท โดยที่ไม่มีประกันเลย ทำให้ในตอนนั้น มี 2 คำที่เกิดขึ้นในหัวคือ Go และ Not Go

คุณนรินทร์เดชเลือกที่จะ Go ถึงแม้ว่าในช่วงนั้นสถานะทางการเงินจะติดลบและมีอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนั้น คือวางแผนทางธุรกิจอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อฟื้นฟูกิจการที่กำลังย่ำแย่ ในช่วงแรกคุณนรินทร์เดชใช้วิธีส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ เพื่อสร้างกระแสเงินสด รวมทั้งรับทำ OEM ให้กับ Modern Trade ชั้นนำ ภายใต้ Exclusive Brand ของแต่ละห้างเป็นหลัก จนในที่สุดได้สร้างแบรนด์ทีวีของตัวเองขึ้นมา ในชื่อ altron (อัลทรอน)

altron เริ่มต้นสร้างแบรนด์โดยการเลือกสร้างความแตกต่างของสินค้า จากแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้วทั้งจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น โดยเลือกใช้ กลยุทธ์อีโมชั่นนอล ชูความเป็นแบรนด์สัญชาติไทย เข้าจับกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในช่วง C+ – B ที่ต้องการสินค้าที่อยู่ในช่วงกลาง ๆ แต่มีราคาที่ต่ำกว่า 15 – 20% และมีเทคโนโลยีที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน รวมถึงจับกลุ่ม B – A ที่ต้องการทีวีเครื่องที่ 2 เข้าไปอยู่ในบ้าน เพิ่มจากเครื่องหลักที่มีอยู่

นอกจากเลือกใช้วิธีการวางกลุ่มเป้าหมายผ่านอีโมชั่นนอลแล้ว คุณนรินทร์เดชได้เลือกใช้อีกหนึ่งวิธีการที่สำคัญคือ การให้ภาครัฐเข้ามาการันตีสินค้าว่า นี่คือสินค้าแบรนด์ไทยที่ทำโดยคนไทยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐาน ISO9001/2008 ซึ่งเป็นมาตรฐานในการผลิตระดับสากล ตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark โดยกระทรวงพาณิชย์ อันแสดงถึงการเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ระดับสากล ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 โดยกระทรวงพลังงาน บ่งบอกถึงการเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงและมีราคาที่เหมาะสม ตลอดจนตราสัญลักษณ์ Green Industry ระดับ 2 แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างโรงงานให้กลายเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี

นอกเหนือจากวิธีที่กล่าวมาแล้ว คุณนรินทร์เดชยังได้พัฒนากระบวนการหลังบ้านอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการเช็คสินค้าแบบเฉพาะจุดก่อนนำไปวางขาย เพิ่มระยะรับประกันเป็น 3 ปี รวมไปถึงการซ่อมที่รวดเร็วมากขึ้น โดยการเปลี่ยนสินค้าที่เสีย เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า

ปัจจุบันสินค้าของ altron ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มภาพและเสียง อาทิ โทรทัศน์สี LED TV, LCD TV ขนาดหน้าจอตั้งแต่ 15” – 40” เครื่องเล่น DVD ทั้งแบบตั้งโต๊ะและพกพา ลำโพง และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก อาทิ หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำ เป็นต้น

 

ไขกลเม็ดความ “Success” ของแบรนด์

10 เคล็ดลับ SME #โตอย่างสตรอง

ในครั้งนี้ ดร. เสรี ยังได้สรุปรวม 10 เคล็ดลับ SME #โตอย่างสตรอง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้กับ SME ทุกประเภท ดังนี้

  1. ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเพื่อความเป็นผู้นำด้านสินค้าและบริการ
  2. ตระหนักรู้ พลังของแบรนด์ แล้วดำรงรักษาให้ยั่งยืน และมุ่งมั่นที่จะปรับปรุง
  3. ออกแบบสินค้าและบริการให้ Wow เพื่อให้เหตุผลในการเล่าและแบ่งปันเรื่องราว Brand ของเรา
  4. จำไว้เสมอว่าการสร้าง Brand เป็นการเดินทางแบบมาราธอนที่ไม่มีจุดจบ
  5. ภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการสร้าง Brand ที่ขาดไม่ได้
  6. สร้างเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นพิเศษนำเสนอในสื่อสังคมเพื่อให้มีแพร่กระจายอย่างรวดเร็วดุจดั่งไวรัส
  7. ใช้ประโยชน์จากพลังผู้มีอิทธิพลในโลกดิจิทัล ให้มีส่วนในการยืนยันคุณค่าของตราสินค้าบนพื้นที่ดิจิทัล
  8. เปลี่ยนองค์กรให้เป็นองค์กรอิเลคทรอนิกส์ ทำธุรกิจแบบอิเลคทรอนิกส์ที่ทำการค้าแบบอิเลคทรอนิกส์ และมีการสื่อสารกับลูกค้าด้วยเทคโนโลยีอิเลคทรอนิกส์
  9. การสร้างความไว้วางใจคือหัวใจของการพัฒนาความสัมพันธ์ที่จะดำรงความภักดีของลูกค้า
  10. ต้องไม่ลืมหลักการที่ว่า “เราไม่อาจจะมีลูกค้าที่มีความสุขได้ ถ้าหากเราไม่มีพนักงานที่มีความสุข”

 

การจัดงานสัมมนา “SCB SME SUCCESS #โตอย่างสตรอง” ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในอีกหลากหลายโครงการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดให้มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเติบโตจากเศรษฐกิจฐานราก ด้วยภาคธุรกิจ SME ที่แข็งแกร่งสามารถขับเคลื่อนประเทศให้ขยายตัวได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ธนาคารไทยพาณิชย์พร้อมให้บริการด้านสินเชื่อ SME อย่างครบวงจร รวมถึงการให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจอย่างมืออาชีพ โดยทีม SCB SME ที่ธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศไทย หรือโทร. 02-722-2222