กสิกรไทย ยกระดับสู่ธนาคารท้องถิ่นประเทศจีน ชูกลยุทธ์ AEC+3 เชื่อมการค้าไทย-จีน-อาเซียน

ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการรุกตลาดจีนของทาง ธนาคารกสิกรไทย ที่ล่าสุดได้รับการอนุมัติจากทางการจีนให้จดทะเบียนเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่น พร้อม เปิดสำนักงานใหญ่ ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง เพื่อเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจ การค้าระหว่างไทย – จีน ต่อยอดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมีไทยเป็นสปริงบอร์ด ตั้งเป้าปี 2561 มียอดสินเชื่อที่ 29,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% และยอดปริมาณธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศที่ 150,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อน

 

เปิดประตูการค้า ไทย-จีน-เออีซี เร่งเชื่อมธุรกิจ รีเทลตามมาในอีก 2 ปี

การที่ ธนาคารกสิกรไทย ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน (LII) ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ของการทำการค้าและธุรกิจระหว่าง ไทย-จีน

โดยในช่วงแรก ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) จะเปิดให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจของไทยและจีนเป็นหลัก ทั้งในด้านของสินเชื่อ การทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ เป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจในจีนและไทย และจับคู่ทางธรุกิจ ในส่วนของลูกค้ารีเทล ลูกค้ารายย่อยที่จะตามมานั้น กำลังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม คาดไม่เกิน 2 ปี จะพร้อมเปิดให้บริการ

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า จีนคือประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในการทำธุรกิจรวมถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ เซินเจิ้น ถูกขนานนามให้เป็น “ซิลิค่อนวัลเลย์แห่งเอเชีย” การที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) ที่เมืองเซินเจิ้น เป็นจุดที่เอื้อต่อการพัฒนาด้านนวัตกรรม ในการพัฒนา Digital Banking Platform เชื่อมโยงบริการของกสิกรไทยในประเทศจีน และบริการของธนาคารกสิกรไทยในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน

วงศ์พัฒน์ พันธุ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) กล่าวว่า การที่ ธนาคารกสิกรไทยได้รับการจดทะเบียนเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นที่จีน และการเปิดสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้น นั้นจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างไทย-จีน ให้สูงขึ้น บวกกับต้องใช้กลยุทธ์ที่เป็นดิจิทัลและด้านนวัตกรรมเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจที่นี่ เพราะประเทศจีนเป็นประเทศที่กว้างมาก รวมถึงมีจำนวนประชากรมาก และเข้าใจเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลแบงก์กิ้งค่อนข้างดี ดังนั้นตั้งสาขาจำนวนมากในทุกพื้นที่อาจไม่ใช่คำตอบ แต่การนำเอานวัตกรรมเข้ามาช่วยเสริม เพื่อให้ทั้งคู่ค้า ผู้ใช้งานและลูกค้าเข้าถึงธนาคารได้ทุกที่และตลอดเวลา จะช่วยให้กสิกรไทยบริการกลุ่มลูกค้าที่จีนได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

 

เซินเจิ้น – เซี่ยงไฮ้ “ทำเลมังกร”

นอกจากการได้เป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นที่จีน และเปิดสำนักใหญ่ที่เมืองเซินเจิ้นแล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังได้จัดตั้งสาขาที่ 3 เพิ่มเติม ณ นครเซี่ยงไฮ้ เขตผู่ตง อีกหนึ่งเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจของประเทศจีน และอยู่ในเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ (Shanghai FTZ) และเป็นบริเวณที่มีการทำธุรกรรมการค้ากับกลุ่มประเทศอาเซียนสูง มียอดธุรกรรมในปี 2559 ถึง 92,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 21% ของมูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนทั้งหมด

 

ขานรับนโยบาย พัฒนาประเทศ One Belt, One Road นักลงทุนจีนมุ่งลงทุนนอกประเทศ

ปัจจุบันนักลงทุนในจีนหันมาลงทุนในตลาด AEC มากขึ้น ตามแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 13 ของจีน และยุทธศาสตร์ One Belt, One Road ดังนั้น การเปลี่ยนให้เป็นประเทศไทยให้เป็นฮับในการลงทุนของนักลงทุนจีนด้วยคือโอกาส ด้วยความสัมพันธ์ที่ดี รวมถึงทำเลที่ตั้ง ส่งผลให้ประทศไทยเป็นที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ

โดยมูลค่าการค้าระหว่าง ไทย-จีน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 มีมูลค่ามากกว่า 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  (ทั้งปี 2559 อยู่ที่ 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเม็ดเงินการค้า ไทย-จีนนั้นกว่า 25% เกิดขึ้นในมณฑลกวางตุ้ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 14,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560)

 

ปัจจุบัน ธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) สำนักงานใหญ่เซินเจิ้น มีพนักงานทั้งหมด 135 คน เป็นคนไทยทั้งหมด 10 คน ตั้งอยู่บนอาคาร KK100 สูง 100 ชั้น ทันสมัยใจกลางเมืองเซินเจิ้น โดยลูกค้าหลักของทางธนาคารเป็นลูกค้าชาวจีน 60% ชาวไทย 30% และต่างชาติ (ญี่ปุ่น, อเมริกา) อีก 10%

ทางด้านธุรกิจที่น่าจับตามอง ได้แก่ ยางรถยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแปรรูป และธุรกิจพลังงาน

 

ธนาคารกสิกรไทย ในประเทศจีนใช้ชื่อว่า 开泰银行 (中国)  อ่านว่า ไคไท่หยินหาง (จงกั๋ว).

ไค แปลว่า เปิด,เริ่มต้น  ไท่ แปลว่า ไทย, ปลอดภัย ,สงบสุข

银行 หยินหาง แปลว่า ธนาคาร และ 中国 จงกั๋ว คือประเทศจีน