UBER GRAB… เมื่อไหร่จะกำไร

การเข้ามาของแอปฯ เรียกรถ อย่าง Uber และ Grab สั่นสะเทือนไปทั่วโลก เพราะว่ากันว่านี่อาจจะเป็นการ Disrupt ธุรกิจเดิมอย่าง รถแท็กซี่ ไปเลยก็ได้

แต่ผ่าน 5 ปีแล้ว กลับกลายเป็นว่าแทนที่จะแข่งกับธุรกิจเดิม อย่างแท็กซี่ กลับต้องมาเจอคู่แข่งรายใหม่ที่เกิดใหม่เรื่อยๆ อย่างในสหรัฐฯ ก็เป็น Lyft ที่โดดเด่นจนมีส่วนแบ่งที่ชัดเจน

และล่าสุด Uber ก็ออกมาประกาศผลประกอบการอีกครั้ง เพื่อแสดงความโปร่งใส หลังจากที่เกิดเหตุอื้อฉาวในบริษัทครั้งใหญ่ และเป็นการแสดงความมั่นใจว่า ธุรกิจของพวกเขายังไปได้สวย..

ไหนดูซิ ว่าธุรกิจเป็นยังไงบ้าง

 

ผลประกอบการของ Uber ทั่วโลก

หลังจากที่ Uber ประสบปัญหาภายในครั้งใหญ่ จนทำให้สูญเสียภาพลักษณ์ รายได้ และส่วนแบ่งไปพอสมควร

Uber จึงต้องเรียกความเชื่อมั่นด้วยการแต่ตั้ง CEO คนใหม่ Dara Khosrowshahi รวมถึงการเปิดเผยตัวเลขประกอบการในไตรมาสต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า อนาคตของ Uber นั้นยังสดใสอยู่ เพราะตอนนี้ Uber ยังต้องพึ่งพา Angel investor และเงินทุนจากหลายแห่ง

จะเห็นได้ว่าใน  Q3 ในปี 2017 มูลค่าการจองรถนั้นเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปี 2016 ถึง 80% ซึ่งก็มาจากเปิดธุรกิจในประเทศใหม่ๆ และโหมจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อแข่งกับผู้เล่นในประเทศนั้นๆ

แต่ถึงแม้การจองจะเพิ่มมากขึ้น แต่รายได้ที่เข้า Uber กลับไม่มากเท่าไหร่ ดูจากตัวเลขการเติบโตเพียง 20% ซึ่งไม่เพียงพอจะหักลบกับหนี้เดิม รวมถึงงบการตลาดในรอบใหม่อีกด้วย ทำให้ขาดทุนเพิ่มถึง 57%

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ Uber พยายามมองไปไกลกว่า แค่แอปฯเรียกรถ มีทั้ง Uber Eats  รวมไปถึงการทดลองรถยนต์ขับอัตโนมัติอีกด้วย (Automated Car) ฉะนั้นการขาดทุนในตอนนี้ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ส่วนแบ่งรถสาธารณะ และ Ride-Sharing ในสหรัฐฯ

ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของ Ride-Sharing นั้นส่งผลกับธุรกิจดั้งเดิมอย่างรถแท็กซี่ กับรถเช่า จริงๆ เพราะอย่างที่รู้กัน รถแท็กซี่ในประเทศอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นนั้นราคาดุมากๆ การมีบริการที่ราคาย่อมเยากว่า และเรียกผ่านแอปฯได้ จึงเป็นการ Disrupt ธุรกิจเดิม อย่างไม่ทันตั้งตัว

ส่วน Lyft นั้นก็มีอนาคตที่ดีไม่แพ้กัน เพราะสามารถขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ได้อย่างเต็มตัว ท่ามกลางคู่แข่งแบบเดียวกันหลายราย จนตอนนี้วางแผนจะครองส่วนแบ่งให้ได้ถึง 1 ใน 3 ภายในปี 2017

แต่ Dara Khosrowshahi, CEO ของ Uber เชื่อว่า “ตอนนี้ตลาดสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดที่หอมหวาน ในการทำกำไร” และเชื่อว่า Lyft เองก็ต้องเจ็บตัวไม่น้อยหากอยากได้ส่วนแบ่ง และเปลี่ยนให้ผู้บริโภคมาใช้ Lyft

 

รายได้ ของ GRAB และ UBER ประเทศไทย

เผลอแป๊ปเดียว Uber กับ Grab ก็เปิดบริการในไทยครบ 3 ปีแล้ว ซึ่งถ้าดูจากตัวเลขของทั้งสอง บอกได้ยากมากว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร

โดยตัวเลขจาก กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าในปี 2559 แกร๊บแท็กซี่ ประเทศไทย ขาดทุนถึง 516 ล้านบาท ซึ่งก็เพิ่มจากปี 58 ที่ขาดทุน 500 ล้านบาท

ส่วนอูเบอร์ ประเทศไทย นั้นถึงจะมีกำไรใรปี 2559 5.7 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบกับไซส์ธุรกิจแล้วก็ถือว่าสุ่มเสี่ยง รวมถึงหนี้ของ Uber Global นั้นก็ยังมีอยู่

 

 

Ecosystem ของ Ride-Sharing

ผ่านมา 3 ปี ก็ยังต้องบอกว่า ทั้ง Uber และ Grab ไม่สามารถ Disrupt ธุรกิจเดิมได้ และต้องพึ่งพาโปรโมชั่น และกิจกรรมการตลาด ทั้งในฝั่งคนนั่งและคนขับอยู่ เพราะถ้าคนขับน้อย ปัญหาก็จะตามมา คือ รอรถนาน ค่าโดยสารแพง (Supply<Demand) ถ้าไม่ให้ โค้ดส่วนลด คนนั่งก็ไม่อยากใช้ เพราะราคาแพง และถ้าให้โค้ดมากไป บริษัทก็ไม่เหลืออะไรอีก

ฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ยากมาก ที่จะต้อง Balance ทุกองค์ประกอบให้ลงตัว

ในตอนแรกที่ ทุกคนกลัวว่ามันจะมา Disrupt ธุรกิจเดิมอย่างแท็กซี่ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ราคาค่าบริการของ Uber หรือ Grab ในเวลาเร่งรีบ (Rush Hour) ก็สูงในระดับ 200-300 บาทก็มี แถมเวลาเรียกรถก็อาจนานมากกว่า 15 นาที ทำให้เรียกแท็กซี่ก็ยังสะดวกกว่า

 

ลูกค้าที่ใช้บริการ Uber และ Grab มี 2 แบบหลักๆ คือ
1.ลูกค้าที่เบื่อปัญหาของแท็กซี่เดิม ที่เรียกยาก เรียกไม่ไป ฉะนั้นถ้า Uber และ Grab ยังมาเร็วทันใจ ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ไม่หายไปไหน
2.ลูกค้าที่เข้ามาเพราะใช้โค้ด และได้ราคาที่ถูกกว่าแท็กซี่ ฉะนั้นถ้ายังมีโค้ดออกมาเรื่อยๆ ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยังไม่หายไปไหน

นอกจากโจทย์ที่ต้อง Balance ระบบนิเวศให้ได้แล้ว ทั้งสองแบรนด์ก็ต้องพยายามเข้าถึงลูกค้ากลุ่มแรก ที่เห็นคุณค่าของบริการ ให้มากที่สุดให้ได้ มิฉะนั้นก็คงต้องลดแลก แจกโค้ด ขาดทุนกันไปเรื่อยๆ นั่นเอง

 

ที่มา : Bloomberg, Forbes และ Fortune


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer