โอ้กะจู๋ ออแกนิกจากความคิดเพี้ยนๆ

จากความฝันเพี้ยนๆ ของเด็กมัธยมของอู๋กับโจ้ ที่ต้องการทำธุรกิจเกษตรสมัยใหม่เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย จะกลายเป็นร้านอาหารที่มีรายได้ 39 ล้านในปี 2558 (เสียดายที่ปี 2559 โอ้กะจู๋ ไม่เปิดเผยรายได้แต่คาดว่าน่าจะเติบโตกว่าปี 2558 แน่นอน) จนพาตัวเองเปิดสาขา 3 ในกรุงเทพ ในชื่อร้าน โอ้กะจู๋ สยามสแควร์

 

บอกเลยว่าการที่โอ้กะจู๋มาไกลมากเมื่อดูจากต้นกำเนิดที่มาจากแปลงผักออแกนิกในพื้นที่ 6 x 30 เมตร ในปี 2553 ที่ 3 หนุ่ม อู๋ ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ทายาทวนัสนันท์ของฝากจากเชียงใหม่ โจ้ จิรายุทธ ภูวพูนผล และต้อง วรเดช สุชัยบุญศิริ ล้มลุกคลุกคลานทดลองปลูกด้วยเทคนิกการปลูกแบบออแกนิกล้วนๆ จนเกิดผลผลิตแจกจ่ายให้กับเครือญาติ เพื่อนบ้านที่รู้จักเพราะไม่รู้จะขายใคร จนเริ่มพัฒนาเป็นขายส่งจากตามร้านอาหารทั่วเชียงใหม่ แต่เพราะผักออแกนิกมีราคาแพง ธุรกิจขายส่งร้านอาหารจึงไปไม่ได้สวยนัก

คาแฟ่สลัดและกาแฟออแกนิกเล็กๆ 10 ที่นั่งในปี 2556 บน คอนเซ็ปต์ From farm to table ด้วยจุดขาย นำผักมาปลูกโชว์ให้ดูในร้านยืนยันว่าปลอดสารจริงจึงกลายเป็นจุดกำเนิดธุรกิจร้านอาหารโอ้กะจู๋ในปัจจุบัน

จากการมองตลาดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผักขายส่งได้ถึง 3-5 เท่าเมื่อนำมานำเสนอจัดเรียงใหม่ใส่จาน เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพโดยเน้นเมนูสลัดออแกนิคจากสวน เสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดโฮมเมด สูตรคุณแม่ของอู๋ รวมถึงเครื่องดื่มจากเมล็ดกาแฟ และชาที่เป็นออแกนิค ก่อนที่ขยายร้านและขยายความหลากหลายอาหารสู่เมนูอื่นๆ อย่างเสต็กในรูปแบบต่างๆ ที่มีรสชาติถูกปากในราคาไม่แพง (พูดถึงเมนู ส่วนตัวเราชอบซี่โครงสะพานโค้ง ซี่โครงอบเนื้อนุ่มรสอร่อยละลายในปากไม่ละลายในมือ) บรรยากาศและบริการดีจนต้องบอกต่อปากต่อปากและโลกโซเชียลที่กระเพื่อมให้โอ้กะจู๋เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ไม่รวมกิจกรรมต่างๆ ในเพจสวนผักโอ้กะจู๋ ที่มีมาตลอด ดึงดูดให้คนกรุงเทพไปเชียงใหม่คนเชียงใหม่ในเชียงใหม่ต้องแวะเข้ามาโอ้กะจู๋ต่อเนื่อง

จนวันนี้โอ้กะจู๋มี 3 สาขา ในเชียงใหม่ 2 สาขา มีสาขาแม่โจ้เป็นสาขายอดนิยมคนถ่ายรูปเพราะมีสวนผัก 12 ไร่ปลูกผักให้เห็นๆ หลังร้าน ร้านในเมืองเชียงใหม่ และสาขาสยามแควร์ มีคนเล่าให้ฟังว่าสาขาสยามสแควร์ตอนเปิดแรกๆ คนแน่นร้านมากเรียกว่ารอคิวกันยาวเป็นหางว่าวกันเลยทีเดียว

เล่ามายาวขอสรุปดีกว่าทำไม โอ้กะจู๋ ถึงเติบโตอย่างน่าสนใจ

  1. ขายสุขภาพ ด้วยจุดเด่นออแกนิก โดยเฉพาะผักเก็บจากสวนที่ปลูกเอง จัดลงจานในเมนูต่างๆ พร้อมเสริม สาขา 1 มีสวนผักปลูกโชว์ความสด
  2. อาหารรสชาติอร่อย ราคาไม่แพง ถ้าดูจากเมนูอาจดูเหมือนราคาสูง แต่พอเห็นอาหารบอกเลยว่าคุ้มค่า ตกแต่งร้านสวย สร้างบรรยากาศในการทาน บริการดี มีเปิดให้จองโต๊ะจำกัดจำนวนการจองต่อวันเพื่อให้ลูกค้าวอล์คอินที่มารอคิวไม่รู้สึกว่า ร้านมีโต๊ะว่างจำนวนมากทำไมไม่ปล่อยให้ลูกค้าเข้าไป
  3. โซเชียลมีเดียกระจายการรับรู้ ทั้งรีวิวจากผู้เคยมาทาน และเฟซบุ๊ก / ไอจี ร้านที่อัพเดทพร้อมกิจกรรมสม่ำเสมอ
  4. ตั้งชื่อร้านโอ้กะจู๋ ฟังแล้วสะดุดหู ซึ่งคำว่าโอ้กะจู้มาจากคำผวนของชื่อของโจ้กับอู้เจ้าของร้าน
  5. ขยายสาขาในแหล่งที่เดินทางสะดวกเช่นสาขาในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่นิมซิตี้ ขยายกลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการเดินทางไปถึงแม่โจ้เพื่อทานโอ้กะจู๋ รวมถึงเปิดสาขาที่สยามสแควร์ แหล่งชุมชนคนรุ่นใหม่ของคนกรุงเทพ ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนกรุงเทพ ซึ่งเคยมารับประทานโอ้กะจู๋ เชียงใหม่ หรือเคยได้ยินชื่อของร้านโอ้กะจู๋จากการบอกต่อ รีวิว และอื่นๆ มาก่อนแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปลองถึงที่ด้วยตัวเอง

บอกเลยว่าในยุคของโซเชียลมีเพียงความตั้งใจในการเสิร์ฟอาหารที่มีคุณภาพ รสชาติดี ราคาสมเหตุสมผล บริการที่ดี การบอกต่อจะตามมาได้ไม่ยาก อย่างโอ้กะจู๋เป็นต้น


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline