Trends / ขณะที่รัฐบาลแต่ละประเทศกำลังเดินหน้าจัดการกับกำแพงภาษีสหรัฐฯ ผ่านการเจรจาหรือตอบโต้ ส่วนแวดวงธุรกิจก็ต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่กับวิกฤตการค้าที่ใกล้เข้ามา แต่บางธุรกิจในสหรัฐฯ จะได้ยิ้มรับขาขึ้นเพราะสถานการณ์เข้าทาง
เรื่องนี้น่าสนใจในหลายประเด็น ทั้งจากพฤติกรรมการช้อปสินค้าแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไป บริบทแวดล้อมที่บีบให้คนในสหรัฐฯ ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่มีส่วนผลักดันเทรนด์ ต่อเนื่องไปถึงมาตรการอุดช่องโหว่ที่อาจทำให้เทรนด์และตลาดของใช้แล้วแต่ยังดูดีโตวันโตคืน
สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักรายงานไปทิศทางเดียวกันว่า ในอนาคตอันใกล้ตลาดสินค้าแฟชั่นมือสองในประเทศมีแนวโน้มเติบโต จากการตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าโดยเฉพาะสินค้าจีน โดย ณ กลางเมษายนที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 145% แล้ว
ปัจจัยหลัก ๆ มาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ รายได้ที่ลดลง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ต่ำมาก ซึ่งเมื่อสินค้านำเข้าจากจีนที่แพงขึ้นอีกมากจึงทำให้แนวโน้มการซื้อสินค้าแฟชั่นมือสองเพิ่มขึ้นจนที่สุดตลาดนี้โตวันโตคืน
รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า คนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z คือ ลูกค้ากลุ่มใหญ่สุดของสินค้าแฟชั่นมือสอง
ThredUp แพลตฟอร์มใหญ่ของสินค้ามือสองในสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่มตัวอย่าง Gen Y 69% จะซื้อสินค้าแฟชั่นมือสองกันมากขึ้น ส่วน 1 ใน 3 ของแฟชั่นไอเทมที่ Gen Z ซื้อเมื่อปี 2024 ก็เป็นของมือสอง

ดังนั้น เมื่อมาตรการกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าประกาศใช้ ตลาดสินค้าแฟชั่นมือสองสหรัฐฯ จึงเติบโต ซึ่งเป็นปกติเมื่อเกิดปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้และกำลังซื้อ เหมือนช่วงสถานการณ์โควิด
การอยากลดขยะเพื่อแสดงออกถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ต่อต้านแบรนด์แฟชั่นค้าปลีกที่ผลักดันคอลเลกชั่นใหม่ ๆ ออกมาถี่จนล้นตลาดของผู้บริโภคในคนรุ่นใหม่ และการมีช่องทางซื้อสินค้ามือสองหลากหลาย ทั้งออนไลน์และหน้าร้านต่าง ๆ ก็เป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดสินค้าแฟชั่นมือสองในสหรัฐฯ โต
ขณะที่มาตรการยกเว้นภาษีต่อสินค้าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ (ราว 22,600 บาท) หรือ De minimis เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ชาวอเมริกันที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะสั่งยกเลิกพฤษภาคมนี้ หลังเห็นว่าเป็นช่องโหว่ให้บรรดาบริษัทจีนใช้ประโยชน์ต่อการนำเข้าสินค้ามานาน ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนุนให้ตลาดสินค้าแฟชั่นมือสองในสหรัฐฯ โตด้วยเช่นกัน
สำหรับเทรนด์สินค้าแฟชั่นมือสอง มีชื่อเรียกมากมายในภาษาอังกฤษ ทั้ง Second hand, Pre-owned และ Pre-loved ซึ่งเมื่อขยายการเป็นตลาดสินค้าเรียกกันว่า Re-commerce โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ก็มีแพลตฟอร์มซื้อ-ขายสินค้ามือสองอยู่มากมาย เช่น ThredUp Poshmark และ eBay
ถ้าตลาดสินค้ามือสองโต แพลตฟอร์มเหล่านี้โดยเฉพาะของสหรัฐฯ เอง ก็ย่อมทำเงินได้มากขึ้น เช่น ThredUp ซึ่งคงจะทำเงินมากกว่ายอดเฉลี่ยปีละ 322 ล้านดอลลาร์ (ราว 10,700 ล้านบาท) แต่แพลตฟอร์มขายสินค้าแฟชั่นจีน เช่น Temu และ Shein คงจะมียอดขายลดฮวบลงไป
ส่วนมาตรการกำแพงภาษีสหรัฐฯ มีการคาดกันว่า จะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อตลาดสินค้าแฟชั่นและสินค้าแบรนด์หรูโดยอาจหนักสุดในรอบ 50 ปี และมากกว่าเบร็กซิต และยุคโควิด เพราะปัจจุบันสินค้าแฟชั่นและแบรนด์หรูมีหลายประเทศเกี่ยวข้องในระบบซัปพลายเชน ก่อนนำเข้าไปยังสหรัฐฯ
ทั้งนี้ นอกจากทำให้ตลาดสินค้าแฟชั่นมือสองโตแล้ว กำแพงภาษีสหรัฐฯ ยังอาจทำให้สินค้าปลอมหรือของทำเลียนแบบแต่แพตเทิร์นสวยทั่วโลกซึ่งคนรุ่นใหม่ยอมรับได้ เพราะราคาถูกกว่าของแท้ราคาแพง ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Dupe และภาษาจีนเรียกว่า ปิงตี้ โตขึ้นด้วย/npr, cnn
–
