When life gives you tangerines หรือในชื่อไทยว่า “ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน” เป็นซีรีส์เกาหลีในรอบหลายปีนับแต่ Reply1988 ที่เมื่อดูจบแล้วแทบจะไม่อยากแตะต้อง หรือตีความอะไรเลย เพราะมันลึกซึ้งเกินกว่าแค่ตัวอักษรทื่อ ๆ ไร้อารมณ์ ไร้เสียงนี้ จะบรรยายได้
ความลึกซึ้งเริ่มไปตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ตั้งได้อย่างแยบยล
ซีรีส์เรื่องนี้มีชื่อภาษาเกาหลีว่า “폭싹 속았수다” แปลว่า “ขอบคุณที่ทำงานอย่างหนัก” แต่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “When Life Gives You Tangerines” ล้อไปกับสุภาษิตที่ว่า “when life gives you lemons, make lemonade” ที่แปลว่า เมื่อชีวิตเจอกับความยากลำบากให้ลองมองบวกเข้าไว้
“lemons” ในที่นี่จึงใช้สื่อเป็นนัยถึงอุปสรรค แต่ซีรีส์ได้ดัดแปลงคำเล็กน้อย จาก lemons เป็น Tangerines ส้มที่เป็นผลไม้ดังของเกาะเชจู
เปิดเรื่องด้วยเสียงตะโกนเรียก “อมม่า” ท่ามกลางผืนทะเลอันเคว้งคว้าง หญิงคนหนึ่งโผล่พ้นน้ำหลังเสียงเรียกนั้น ก่อนจะโบกมือตอบกลับลูกสาวด้วยท่าทีไม่เหน็ดเหนื่อยทั้งที่เพิ่งผ่านการดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลมาหลายนาที
ใบหน้าหมองคล้ำ ผิวมอมแมม มือหยาบเกรอะกรังกอบกุมมือน้อย ๆ ของลูกสาวเดินลัดเลาะริมทะเล แม้จะลำบากแต่ดวงตาของสาวน้อยกลับมองไปยังแม่ของตนอย่างภาคภูมิใจ ราวกับโลกใบนี้ปลอดภัยไร้กังวล
และนั่นคือจุดเริ่มต้นบทกวีของเด็กหญิงนามว่า “โอแอซุน” สาวน้อยวรรณกรรมผู้มีแม่เป็นดั่งโลกทั้งใบ
ซีรีส์ตั้งใจเน้นย้ำชีวิตของผู้หญิงที่พวกเธอต้องแบกรับไว้ 3 อาชีพ คือ แม่ของลูก ภรรยาของสามี สะใภ้ของตระกูล นั่นจึงทำให้ซีรีส์เปิดและปิดที่ตัวละครหญิง สังเกตได้ว่าทุกตัวละครในเรื่องนี้จะมีแม่เข้าไปอยู่ในเรื่องราวชีวิตเสมอ
เพราะแม่คืออักษรตัวแรกของบทกวีแห่งชีวิตของทุกคน
ทันทีที่บทกวีของลูกได้เริ่มขึ้น อาชีพแม่จะไม่มีวันจบลง
เพราะในโลกของคนเป็นแม่ ลูกคือสิ่งล้ำค่าในชีวิต ดั่งเช่นที่แม่ของแอซุนพูดว่า “หอยเป่าฮื้อถ้าเอาไปขายจะได้ร้อยฮวาน แต่พอเข้าปากลูกเท่ากับพันฮวาน”
นี่อาจไม่ใช่หนังรักเพอร์เฟค แต่นี่คือหนังชีวิต ที่ออกจะเละเทะ ล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูกเป็นว่าเล่น แต่เพราะเป็นอย่างนี้แหละ มันถึงเข้าใกล้คำว่า “ชีวิต” ได้ดีที่สุด
ขอรับประกันว่านี่จะเป็นซีรีส์เกาหลีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่คุณเคยได้ดูมา
5 ข้อชวนคิด ในวันที่ชีวิตไม่หวาน
1. คุณจะไม่มีทางเข้าใจ ถ้ายังไม่ถึงวัยนั้น
คงมีบ้างที่เราเคยตัดสินพ่อแม่จากมุมมองของตัวเอง ว่าหากเขาไม่ทำเช่นนั้น ป่านนี้คงได้รุ่งโรจน์กว่านี้ เหมือนที่ลูก ๆ ทำกับแอซุนและกวานชิก แต่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง การเติบโตในยุคสมัยที่ต่างกัน ความยากลำบากที่ต้องเผชิญก็ต่างกัน ในวันวานเขาอาจเป็นคนที่เก่งกว่าเราเสียด้วยซ้ำ
คนใน Gen Babyboomer เช่นแอซุนและกวานชิกเชื่อในความขยัน คิดว่าถ้าขยันและทำเต็มที่ สักวันฟ้าต้องให้รางวัล เพราะพวกเขาโตมาในยุคปากกัดตีนถีบ ทำให้ไม่มีเวลามานั่งคิดถึงการลงทุนยกระดับชีวิตอะไรทั้งนั้น เพียงแค่ทำงานก็หมดวันแล้ว คนในเจนนี้จึงมักมีทัศนคติแบบกินใช้เท่าที่มี ใช้ชีวิตให้สุขโดยไม่ต้องทะยานอยาก
บางทีเราอาจไม่รู้ หรือแค่ทำเป็นไม่รู้ เพราะไม่อยากทำความเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่เคยผ่านมา เพราะเรามักจะโฟกัสปัญหาของตัวเองเป็นอย่างแรกเสมอ จนพลั้งเผลอดูหมิ่น พ่นถ้อยคำทิ่มแทงจิตใจพวกเขา โดยลืมไปว่าสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถดูถูกได้เลย คือวันเวลาที่พวกเขาได้ผ่านพ้นมา
2. จำไว้ว่าเราคือสิ่ง ‘ล้ำค่า’ ของใครสักคนเสมอ
ต่อให้แพ้จากที่ไหน เราจะกลับมาชนะในบ้านเสมอ ทุกครั้งที่กลับบ้านน่องไก่ชิ้นใหญ่จะเป็นของเรา ต่อให้เป็นเพียงมังกรที่เกิดจากลำธารเล็กไม่ใช่แม่น้ำใหญ่ ต่อให้จะสยายปีกทะยานขึ้นฟ้าไม่ได้ เราก็ยังเป็นความสำเร็จก้อนใหญ่ในสายตาของพ่อกับแม่ นับแต่ที่เราเกิดมาก็เป็นจักรวาลที่หนัก 3 กิโลกรัมของพวกเขาแล้ว
ต่อให้ถึงวันหนึ่งคุณจะรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ก็อยู่ต่อไปให้ได้ แล้วมันจะอยู่ต่อไปได้ อย่าจบชีวิตลงง่าย ๆ เพียงเพราะรู้สึกไร้ค่า จำไว้ว่าเราคือสิ่งล้ำค่าของใครสักคนเสมอ
3. ความรัก คือ ‘ขวานเหล็ก’ ไม่ใช่ ‘ขวานทอง’
แม้ความรักของแอซุนและกวานชิกจะเริ่มมาไม่ดี แต่กลับสะท้อนชีวิตคู่คนยุคก่อนได้เป็นอย่างดี การแต่งงานครั้งหนึ่งสำหรับคนยุคนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากแต่งงานผิดเพียงครั้งเดียว จะราวกับทั้งชีวิตเหมือนเหยียบกับดักระเบิดที่ไม่สามารถถอนเท้าออกได้ เพราะการหย่าถือเป็นชนักแผ่นใหญ่ในชีวิต คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จึงคบกันยืนยาว ต่อให้ต้องทนทุกข์ก็ได้แต่ฝืนกล้ำกลืนไป
แต่หากได้แต่งกับคนที่ดี จะเหมือนทั้งชีวิตนี้ถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ ดั่งคู่ของแอซุนและกวานชิก มีตอนหนึ่งที่แอซุนพูดว่า เธออยากได้สามีที่เป็นเหมือน ‘ขวานทอง’ หมายความว่าแอซุนอยากแต่งงานกับชายฐานะดี เพื่อยกระดับชีวิตของเธอขึ้น จะได้ทำทุกอย่างที่ใจฝัน แต่กวานชิกกลับเป็นเพียง ‘ขวานเหล็ก’ แต่น่าแปลกที่ขวานเหล็กไร้ราคานี้ กลับทำให้เธอรู้สึกราวกับได้ครอบครองเกาะมหาสมบัติ
ความรักมันจึงเป็นเพียงใครสักคน ที่คุณจะสามารถพูดได้ว่า “ต่อให้ย้อนเวลากลับไปก็ยังจะเลือกคนนี้”
4. วันที่สีดอกไม้เริ่มจาง เดี๋ยวก็อยู่ได้เอง
ถ้าตอนนี้มีเรื่องที่คุณคิดว่ามันช่างแสนหนักอึ้ง ทุกข์ร้อนตรอมตรมอยู่เต็มประดา ลองปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปก่อน แล้วคุณจะพบว่า ทุกอย่างล้วนมีวันจืดจางลงได้ จะความโกรธ ความเศร้าก็ดี ทุกอย่างจะจางหาย เพียงให้เวลาตัวเองได้ลืม และเดินหน้าต่อ เมื่อความขมขื่นสิ้นสุดลง ความหวานจะมาเยือน
เหมือนกับที่แม่ของแอซุนพูดว่า
“ลูกต้องมีชีวิตอยู่ต่อนะ ยังไงชีวิตก็ต้องไปต่อ แล้วลูกจะเจอวันที่โหดร้ายกว่านี้อีก พอใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ อาจมีสักวันที่ลูกรู้สึกอยากตาย แต่คอยดูนะในวันที่สีดอกไม้เริ่มจางหาย สักวันก็ต้องลืมแล้วอยู่ต่อไป ยังไงชีวิตก็ต้องไปต่อ เหมือนเล็บที่ยาวขึ้น ทุกวันผ่านมาและผ่านไป ไม่ลืมไม่ได้หรอก”
5. ลูกเตะมุม ฤดูใบไม้ผลิ และผลส้ม
คนเราน่ะ มีชีวิตอยู่เป็นร้อยปีเพื่อรอคอยแค่วันเดียวที่เปลี่ยนชีวิต ทุกคนต่างรอวันที่เรียกว่าโบนัสชีวิต หรือลูกเตะมุมที่พระเจ้าประทานให้เป็นรางวัลตอบแทนเกมแสนทรหดนี้
การเดินทางของชีวิตก็แบบนี้แหละ
บางครั้งก็เหน็บหนาว บางคราวก็ร่วงโรย แต่สุดท้ายก็ผลิใบ
และออกผลสุกงอมเป็นส้มรสหวานที่ผ่านกาลเวลาบ่มจนได้ที่
.
จงอยู่รอฤดูใบไม้ผลิแห่งชีวิตมาเยือน
เพื่อจะได้บอกกับตัวเองว่า
“ฉันมาได้ไกลเลย แล้วไปกันต่อนะ” ♦

–
