Hermès กำไรน้อยกว่าสามเท่า แต่ทำไมตลาดให้มูลค่ามากกว่า LVMH

ในโลกของแบรนด์หรู ความเป็น “อันดับหนึ่ง” ไม่ได้ตัดสินกันที่ยอดขายหรือกำไรเสมอไป
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2025 บริษัท Hermès ขึ้นแท่นเป็นบริษัทสินค้าลักชัวรีที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงที่สุดของโลก แซงหน้า LVMH ได้สำเร็จ

ทั้งที่ในปี 2024 ที่ผ่านมา ตัวเลขผลกำไรสุทธิของ Hermès อยู่ที่ประมาณ 4.60 พันล้านยูโร
ขณะที่ LVMH ทำกำไรได้มากถึง 1.26 หมื่นล้านยูโร หรือราว 3 เท่าตัวของ Hermès

จึงมีคำถามตามมาว่า
อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการที่ตลาดเลือกให้มูลค่า Hermès สูงกว่าแบรนด์ที่ทำกำไรได้มหาศาลกว่าอย่าง LVMH?

นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมแบรนด์หรู หรือแค่ภาพสะท้อนชั่วคราวจากความคาดหวังของนักลงทุน?

 

Hermès ขึ้นอันดับหนึ่งของโลกในแง่ Market Cap

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา LVMH คือเจ้าตลาดที่แทบไม่มีใครล้มได้
ด้วยพอร์ตแบรนด์หรูมากมายในเครือ ทั้ง Louis Vuitton, Dior, Fendi, Loro Piana และอีกหลายชื่อที่ครองใจผู้บริโภคทั่วโลก

แต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา
Hermès ได้แซงหน้าขึ้นเป็นบริษัทแบรนด์หรูที่มีมูลค่าตลาดรวมสูงที่สุดของโลก
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น หลังจากทั้งสองบริษัทประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 1 ปี 2025 ซึ่งสะท้อนทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

  • LVMH รายงานรายได้ที่ ลดลง 2% เป็น 2.03 หมื่นล้านยูโร เทียบไตรมาสเดียวกันกับปีก่อนที่ 2.07 หมื่นล้านยูโร
  • ขณะที่ Hermès กลับเติบโตต่อเนื่อง ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 8.5% เป็น 4.13 พันล้านยูโร จาก 3.81 พันล้านยูโร

แม้ในเชิงตัวเลข Hermès จะมีรายได้น้อยกว่าหลายเท่าตัว
แต่ทิศทางการเติบโตที่ “สวนทาง” กับภาพรวมตลาด กลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตานักลงทุนอย่างมาก

ผลลัพธ์คือ ราคาหุ้นของ LVMH ปรับตัวลดลงอย่างแรงหลังประกาศผลประกอบการ
เนื่องจากความกังวลต่อแนวโน้มในตลาดหลักอย่างจีนและภาพรวมเศรษฐกิจโลก

ส่งผลให้ Hermès ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในแง่มูลค่าตลาดได้สำเร็จ
และแสดงถึงความเชื่อมั่นที่ตลาดมีต่อแบรนด์ Hermès ว่ายังสามารถรักษาความพรีเมียมและความต้องการซื้อได้
แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว

 

ทำไม LVMH ถึงเริ่มสะดุด?

สัญญาณชะลอตัวของ LVMH ไม่ได้เพิ่งเกิดในปี 2025
แต่เริ่มสะสมมาตั้งแต่ช่วงปี 2024 แล้วอย่างชัดเจน

หนึ่งในจุดสังเกตสำคัญคือ กลุ่มแฟชั่นและเครื่องหนัง ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท (คิดเป็น 48% ของรายได้รวม) เริ่มแสดงภาวะ ไม่เติบโต ในหลายไตรมาสหลังสุด

ขณะเดียวกัน กลุ่มเครื่องดื่ม (ประมาณ 7% ของรายได้รวม) ก็มีการปรับตัวลดลงถึง 8%
สะท้อนภาพรวมการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าพรีเมียมที่เริ่มชะลอตัวทั่วโลก

รายงานจาก Fortune ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุสำคัญของแนวโน้มรายได้ที่ชะลอลง

  1. ยอดขายแบบออแกนิกในเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) ลดลงถึง 11% ในปี 2024
    โดยเฉพาะในประเทศจีนที่ยังคง “อ่อนแรง” อย่างต่อเนื่อง
    แม้จะเป็นตลาดสำคัญที่สร้างรายได้จำนวนมากให้กับ LVMH ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
  2. ฐานที่สูงจากช่วงต้นปี 2023
    หลังจากรัฐบาลจีนยกเลิกนโยบาย Zero-COVID
    ทำให้เกิดปรากฏการณ์ revenge spending อย่างรุนแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ
    ซึ่งเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ก็ทำให้ตัวเลขเติบโตยากขึ้นในปีถัดมา
  3. กระแส “Quiet Luxury” ที่มาแรงทั่วโลก
    นักวิเคราะห์จาก Bank of America ระบุว่า
    ความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มแฟชั่นกำลังเปลี่ยนไป
    หลายคนหันไปเลือกแบรนด์ที่มีความ “เรียบ” มากขึ้น
    ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเลือกแบรนด์ที่ราคาย่อมเยากว่า
    แทนที่จะจ่ายแพงเพื่อโลโก้หรือชื่อเสียงของแบรนด์ดัง

ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพอร์ตสินค้าหลักของ LVMH
โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตอย่าง Louis Vuitton และ Dior
ที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคใหม่

 

ในขณะที่Hermèsยังโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่หลายแบรนด์หรูเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงในปี 2024
Hermèsกลับยังเติบโตได้อย่างชัดเจน

รายได้ของHermèsในปี 2024 เติบโตถึง 13% จาก 1.3 หมื่นล้านยูโร
เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 หมื่นล้านยูโร โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก
ยอดขายที่แข็งแกร่งในญี่ปุ่น และ นักท่องเที่ยวในยุโรป

ความโดดเด่นของHermèsไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เติบโต
แต่ยังอยู่ที่โมเดลธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างชัดเจน

รายงานจาก Fortune ระบุว่า
เพราะบริษัทผลิตกระเป๋าด้วยมือทุกใบ ทำให้การผลิตใช้เวลานานและนำไปสู่ภาวะสินค้าขาดตลาดโดยธรรมชาติ
ซึ่งตรงนี้กลับกลายเป็น ปัจจัยดึงดูด ลูกค้าระดับบน ที่มองว่า “ความหายาก” เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ต้องการจ่ายเพื่อให้ได้มา

Fortune ยังเสริมอีกว่า
แม้Hermèsจะไม่มีแผนกการตลาดแบบบริษัททั่วไป แต่กลับไม่มีปัญหาในการดึงดูดลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงินหลายพันยูโรเพื่อซื้อสินค้าชิ้นเดียว
ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาในโลกของธุรกิจสินค้าแฟชั่น

คำพูดของ Axel Dumas ประธานกรรมการบริหารของHermès
ยิ่งตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ว่า

บางคนพยายามทำเหมือนHermès แต่สุดท้ายมันก็ไม่เวิร์ก

โมเดลนี้อาจจะดูเรียบง่าย
แต่ต้องอาศัยวัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจน การบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตที่เข้มงวด
และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อจิตวิทยาของผู้บริโภคในตลาดบนสุด

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่Hermèsสร้างมานานหลายทศวรรษ และยังไม่มีใครเลียนแบบได้สำเร็จ

 

มุมมองของนักลงทุน: มูลค่ากับความรู้สึก

แม้กำไรของHermèsยังห่างจาก LVMH ถึงสามเท่า
แต่นักลงทุนกลับเลือกให้ มูลค่าบริษัท แก่Hermèsสูงกว่า

ปรากฏการณ์นี้อาจมาจาก แนวโน้มของรายได้และกำไร ที่เริ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน
LVMH กำลังถูกมองว่า เข้าสู่ช่วงขาลง
ในขณะที่Hermèsยังคง สามารถขึ้นราคาขายได้ และ มีภาพของการเติบโตที่มั่นคงและต่อเนื่อง

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ภาพลักษณ์ของแบรนด์
ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ “ความรู้สึกของนักลงทุน”
LVMH อาจถูกมองว่ากำลังเผชิญอุปสรรคในการรักษาการเติบโต
โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว และ พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเริ่มลดลง

ในทางกลับกัน Hermèsดูเหมือนจะ ไม่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน
เนื่องจากแบรนด์นี้มีฐานลูกค้าที่แข็งแรงและพร้อมจ่าย
ถึงขั้นที่ลูกค้าหลายคนยอมอยู่ใน Waiting List เป็นเวลานาน
แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะที่ความไม่แน่นอนของโลกเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งหมดนี้ ทำให้ตลาดให้ “พรีเมียม” กับหุ้นของHermès
มากกว่าที่สะท้อนผ่านตัวเลขผลกำไรจริง

แต่อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนคือ…

  • นักลงทุนกำลังมอง LVMH แย่เกินไปรึเปล่า?
    แม้รายได้จะชะลอลง แต่ LVMH ก็ยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในโลก
    และยังมีแบรนด์ที่แข็งแรงหลากหลายในเครือ นี่อาจเป็นการสะดุดเพียงชั่วคราว

และในขณะเดียวกัน

  • นักลงทุนกำลังมองHermèsดีเกินไปรึเปล่า?
    แม้รายได้กำลังเติบโต แต่หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวที่รุนแรงขึ้นจริง
    กลุ่มลูกค้าที่แม้จะมั่งคั่ง ก็อาจเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามเหล่านี้อาจไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในเวลานี้
แต่นับเป็นประเด็นที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงถัดไป

 

บทสรุป: ระหว่างแบรนด์กับตัวเลข ใครคือมูลค่าที่แท้จริง?

กรณีของ Hermès และ LVMH คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า
ตลาดไม่ได้ตัดสินทุกอย่างด้วย “กำไร” เสมอไป

สิ่งที่นักลงทุนให้ค่ามากกว่านั้นคือ
ความยั่งยืนของแบรนด์/ความชัดเจนในกลยุทธ์/และความรู้สึกของผู้บริโภค

แม้ LVMH จะสร้างรายได้และกำไรมหาศาล
แต่ถ้านักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาตัวเลขได้อย่างไร
ตลาดก็อาจเลือกวางใจในแบรนด์ที่มั่นคงกว่า แม้จะเล็กกว่าในเชิงตัวเลข

 

Source: Fortune, Hermès, LVMH

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer