“S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบางประเทศ” หรือ “Moody’s ปรับแนวโน้มเป็นลบ”
ถ้าเคยเห็นข่าวเหล่านี้ หลายคนอาจสงสัยว่า Moody’s, Fitch, S&P คือใคร?

ทำไมบริษัทเอกชนไม่กี่แห่ง ถึงมีอำนาจชี้วัดความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ บริษัท หรือแม้แต่ทั้งประเทศ

ในโลกของการเงิน พวกเขาคือ “Credit Rating Agencies” หรือ “สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน”
และถือเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในโลกของเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน

.

Moody’s,  Fitch, S&P คือใคร?

ทั้งสามแห่งเป็นองค์กรเอกชนข้ามชาติที่มีบทบาทหลักในการประเมิน “ความสามารถในการชำระหนี้” ของภาคธุรกิจ ภาครัฐ และตราสารหนี้ประเภทต่างๆ เช่น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ภาคเอกชน ฯลฯ

โดยมีรายละเอียดแต่ละองค์กรคร่าวๆ ดังนี้:

  • Moody’s Ratings
    เป็นหนึ่งในสถาบันจัดอันดับที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
    เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Moody’s Corporation ที่ให้บริการข้อมูลการเงินหลากหลายด้าน
    ที่ก่อตั้งในสหรัฐฯ ปี 1909 โดย John Moody
  • S&P Global Ratings (Standard & Poor’s)
    เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลการเงินเก่าแก่ที่สุดของอเมริกา
    ปัจจุบันอยู่ภายใต้บริษัท S&P Global ซึ่งยังเป็นเจ้าของดัชนีสำคัญอย่าง S&P 500 ด้วย
    ก่อตั้งในปี 1860
  • Fitch Ratings
    แม้จะมีขนาดเล็กกว่าอีกสองเจ้า แต่ก็เป็นอีกหนึ่ง Big Three ของวงการ
    มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์กและลอนดอน
    มีความเชี่ยวชาญในตลาดยุโรปและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

.

แล้วจัดอันดับคะแนนจากอะไร?

การจัดอันดับของทั้งสามบริษัทอิงจากการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก
โดยพิจารณาทั้งปัจจัยทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร กระแสเงินสด หนี้สิน
และมีการคำนวนปัจจัยไม่ใช่ตัวเลขด้วย เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง แนวโน้มอุตสาหกรรม ฯลฯ

ระบบอันดับของแต่ละเจ้าอาจต่างกันเล็กน้อย
แต่ทั้งหมดมีโครงสร้างหลักคล้ายกัน คือ:

  • อันดับสูงสุด: AAA (แปลว่าความเสี่ยงต่ำที่สุด)
  • ระดับ Investment Grade: AA, A, BBB (ยังถือว่าน่าเชื่อถือ)
  • ระดับ Speculative หรือ Junk: BBB- ลงไป (เริ่มมีความเสี่ยงสูง)

ทั้งนี้ อาจมีสัญลักษณ์ “+” หรือ “–” ห้อยท้าย เป็นการแตกย่อยอันดับลงไป

.

แม้จะทำหน้าที่คล้ายกัน แต่ก็มีลายละเอียดเล็กๆ ที่แตกต่าง เช่น:

  • Moody’s ใช้รหัสอันดับแบบ Aaa, Aa1, Aa2, ฯลฯ
    ส่วน S&P และ Fitch ใช้ระบบ AAA, AA+, AA, ฯลฯ
    ซึ่งถึงจะดูต่างกัน แต่สามารถดูตารางใช้เปรียบเทียบกันได้
  • ความแพร่หลายของการใช้งาน
    นักลงทุนสหรัฐฯ อาจคุ้นกับ S&P หรือ Moody’s มากกว่า
    ในขณะที่ Fitch Ratings มีบทบาทสำคัญในตลาดเกิดใหม่
    โดยได้รับการยอมรับจากรางวัล “Best Rating Agency for Emerging Market Bonds” จาก GlobalCapital
  • แนวทางการวิเคราะห์
    แม้ว่าทั้งสามสถาบันจะใช้เกณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน แต่การให้น้ำหนักกับปัจจัยต่างๆ อาจแตกต่างกันเล็กน้อย
    เช่น Moody’s มักให้ความสำคัญกับปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค
    ส่วน Fitch อาจให้ความสำคัญกับความเสี่ยงทางการเงินเชิงโครงสร้างมากกว่า

.

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

อันดับเครดิตมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่บริษัทหรือประเทศจะต้องจ่าย
อันดับดี = ความเสี่ยงต่ำ = ดอกเบี้ยถูก
อันดับแย่ = นักลงทุนขอดอกเบี้ยมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น:

  • หากประเทศหนึ่งถูกลดอันดับเครดิตจาก BBB- เป็น BB+
    หมายถึงประเทศนั้นเข้าสู่ “ระดับเก็งกำไร”
    นักลงทุนบางกลุ่มอาจถูกจำกัดไม่ให้ลงทุน
    ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้นทันที
  • หรือในกรณีของบริษัท
    บริษัทที่ได้เรตติ้ง A อาจออกหุ้นกู้ได้ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ
    ขณะที่บริษัทที่ได้เรตติ้ง BB ต้องให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุน

ดังนั้น บริษัทหรือประเทศจึงให้ความสำคัญกับการรักษาอันดับเครดิตอย่างมาก
เพราะมีผลต่อทั้งต้นทุนทางการเงินและภาพลักษณ์ในสายตานักลงทุนทั่วโลก

.

แม้จะเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพล
แต่ในช่วงวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 สถาบันเหล่านี้เคยถูกวิจารณ์อย่างหนัก
ว่าให้เรตติ้งสูงกับตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงสูงเกินจริง เนื่องจากมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินในวงกว้าง

นับจากนั้น บทบาทและกระบวนการของพวกเขาจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
รวมถึงมีการกำกับดูแลจากหน่วยงานรัฐในหลายประเทศมากขึ้น

.

โดยสรุป Moody’s, S&P, และ Fitch คือ “ผู้ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ” ที่มีบทบาทสำคัญกับระบบการเงินทั่วโลก
การจัดอันดับของพวกเขามีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อัตราดอกเบี้ย และการเข้าถึงเงินทุนของทั้งรัฐและเอกชน

แม้ไม่ใช่องค์กรของรัฐ แต่ถือเป็นกลไกที่ตลาดการเงินพึ่งพาอย่างสูง

 

ที่มา Investopedia, Moody’s, Fitch, S&P


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer