มรกต ยิบอินซอย คือใคร ทำไมเธอจึงมั่นใจว่าปีนี้ โรบินฮู้ด พลิกกำไร และพร้อมจ่อกู้วิกฤต ฟู้ดแพนด้า

ถ้าไม่ใช่เพราะดีลการซื้อ “โรบินฮู้ด” มูลค่า 2,000 ล้านบาท จาก SCBX  เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

และล่าสุดยังพร้อมจ่อกู้วิกฤต “ฟู้ดแพนด้า” ที่จะปิดบริการในวันที่ 23 พ.ค. 2568  นี้

ในปี 2569 ยิบอินซอยก็คงเดินทางเข้าสู่ปีที่ 100 และเติบโตในสายธุรกิจเดิมที่ทำแบบ B2B อย่างเงียบ ๆ

Food delivery platform คือธุรกิจใหม่ที่ทำให้ยิบอินซอยเข้าถึงผู้ใช้เป็นครั้งแรก

พร้อมทั้งเป็นเดิมพันครั้งสำคัญในการชุบชีวิตธุรกิจที่ ใครหลายคนคิดว่าไม่น่ารอด

โรบินฮู้ดมีตัวเลขขาดทุนสะสม 5,500 ล้านบาท ปี 2566 ขาดทุนที่ 2,156 ล้านบาท และล่าสุดปี 2567 ตัวเลขขาดทุนยังอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท

ด้านฟู้ดแพนด้าที่กำลังสนใจทำธุรกิจร่วมกัน มีตัวเลขขาดทุนสะสมมากกว่า 13,000 ล้านบาท

อะไรที่ทำให้มรกตแม่ทัพหญิงคนนี้กล้าคิดการใหญ่ ตามไปอ่านวิธีคิดของเธอกันแบบเต็ม ๆ

มรกต เล่าย้อนถึงเหตุผลการซื้อโรบินฮู้ด ที่เป็น Talk Of The Town เมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า

พอได้เห็นข้อความว่าโรบินฮู้ด จะปิดบริการตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2567  ตัวเองตกใจมากเพราะใช้แอปนี้มาตลอด มันเป็นแอปที่คนรุ่นเราก็ใช้ได้ง่าย พอสอบถามไป เขาบอกว่า ภารกิจของเขาจบแล้ว เพราะ โรบินฮู้ด  เป็นโครงการ CSR ของธนาคาร ที่ตั้งใจช่วยช่วงโควิด ไม่ได้ตั้งใจมาทำธุรกิจแข่งกับเจ้าอื่น

เราก็เสียดาย เพราะ  โรบินฮู้ด เป็นแอปของคนไทยจริง ๆ ถ้าไม่มีแล้วก็เหลือแต่แอปต่างชาติ แล้วทำไมอะไรที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันแบบนี้คนไทยถึงทำไม่ได้

“แต่ก็แค่เสียดายไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องเข้าไปศึกษาหรือดูอะไร เพราะ ไม่ได้อยู่ในธุรกิจสายนี้  อีกอย่างธุรกิจใหญ่ขนาดนี้ ยิบอินซอย ทุนจดทะเบียน 220 ล้าน จะไปเอาธุรกิจขาดทุน 5,000 ล้านเข้ามาได้อย่างไร ก็แค่ส่งใจเชียร์ว่า Robinhood จะไม่ปิด จะมีคนเข้ามาช่วยรันต่อ” 

จนสุดท้าย SCBX ก็เปลี่ยนใจ บอกว่ายังไม่ปิด ให้เวลาคนที่สนใจเข้ามาศึกษา

ยิบอินซอยเลยคิดว่าลองศึกษาก็ไม่เสียหาย เข้าไปแล้วถึงรู้ว่า  โรบินฮู้ด เจอข้อจำกัดเยอะมาก เพราะเป็นโครงการ CSR อยู่ภายใต้การควบคุมของแบงก์ชาติ จะขึ้น GP ก็ไม่ได้ ต้องขออนุมัติทุกครั้ง ทำให้แข่งขันในตลาดจริง ๆ ไม่ได้เลย

แต่พื้นฐานของแอปดีมาก ทั้งตัวระบบ ทีม และแบรนด์ที่แข็งแรงมาก เหมือนเตรียมไว้จะเป็น Super App ของไทยจริง ๆ

ก็เลยเห็นโอกาส รวมทีมกับคนที่อยากช่วยกันทำต่อ

 แต่จริง ๆ แล้ว โมเดลของธุรกิจนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร มันคือคนสั่งอาหาร คนทำอาหาร คนส่งอาหาร กับแพลตฟอร์มที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ถ้าคุณเคยสั่งอาหาร ก็เข้าใจระบบได้ไม่ยาก”

ปัญหาก็คือ Food delivery  ใช้เงินเยอะมากในการโปรโมต แจกส่วนลด ทำให้ลูกค้าติดจนเปลี่ยนใจยาก ทุกแอปต่างก็ยอม “เผาเงิน” เพื่อแย่งลูกค้า เพราะหวังจะทำกำไรตอนเข้าตลาดหุ้น

“ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเข้าใจมันมากนัก เพราะเราโตมากับยุคที่ธุรกิจต้องมีกำไรจริงก่อนถึงจะน่าลงทุน ดังนั้น ถ้าเราจะทำธุรกิจนี้ต่อต้องสร้าง ecosystem ที่ดี ทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคได้ส่วนลด แต่ร้านกับไรเดอร์ลำบาก แบบนั้นอยู่กันไม่นานหรอก  เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีความสุข อยู่กันด้วยผลประโยชน์ ไม่ใช่ความผูกพัน

ตอนนั้นเรามองว่าธุรกิจนี้ไม่น่าจะซับซ้อนมากนัก แต่หลายคนก็สงสัย จะไหวหรือ

ดีลนี้มูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าใหญ่มาก เพราะในกลุ่มยิบอินซอยไม่มีบริษัทไหนที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 300 ล้านบาทเลย

แต่บริษัทไม่ได้จ่ายทั้งหมดในทีเดียว  วางเงินก้อนแรก 400 ล้านบาท เป็นเหมือนค่า Down Payment ส่วนที่เหลืออีก 1,600 ล้าน จะจ่ายต่อเมื่อเริ่มทำกำไร โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลา ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ดีลก็จบแค่นั้น

ยิบอินซอยเองก็ทำเรื่องอาหารมานาน เลยเป็นโอกาสดีที่จะก้าวสู่การทำ Application as a Service ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพูดกันมานาน แต่ไม่เคยคิดว่าจะเริ่มจากแอปส่งอาหาร

“แต่ดีลนี้มันพร้อมทุกอย่าง แบรนด์มีแล้ว แอปเสร็จแล้ว ลูกค้ามีแล้ว ระบบพร้อมแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ‘ทำให้มันดีกว่าเดิม’ ”

พาร์ตเนอร์ที่มาช่วยเสริมความมั่นใจให้กับมรกตคือ บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นทีมที่เชี่ยวชาญเรื่องการเงิน บริษัท ล็อกซบิท จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสซีที เรนทอล คาร์ ที่ทำ ธุรกิจโลจิสติกส์อยู่แล้ว

มั่นใจสิ้นปี 2568 พลิกเป็นกำไร

 สิ้นปี 2567 ที่ผ่านมา โรบินฮู้ด ยังมีตัวเลขขาดทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท

“ปีที่แล้วเรามีเวลาทำงานจริงไม่กี่เดือน แต่ได้ปรับ Operation หลายส่วนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหยุดบางบริการที่ไม่จำเป็น แต่ปีนี้เรามั่นใจว่าจะทำกำไรได้”

ท่ามกลางคำถาม จะทำกำไรได้อย่างไร มรกต กลับย้ำอย่างหนักแน่น ถึงแม้จำนวนร้านค้าจะลดลงมากจากการเรียกเก็บ GP 28% รวมทั้งตัวเลขไรเดอร์ และยอดสั่งซื้อยังน้อย

“เพราะเราเน้นควบคุมต้นทุน เป็นหลัก โดยเฉพาะ ไม่เล่นเกม ‘แจกโปร’ แบบแพลตฟอร์มอื่น ไม่ลดราคาแข่ง ไม่เผาเงินทำแคมเปญใหญ่ แค่เลิกแจกโปรโมชัน ต้นทุนเราก็ลดลงชัดเจนแล้ว”

เธอยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ว่า

สมมุติค่าส่งที่ลูกค้าจ่าย 16 บาท แต่ไรเดอร์ควรได้อย่างน้อย 40 บาท แปลว่าแอปต้องจ่ายเพิ่มให้อีก 24 บาทต่อออเดอร์ถ้ามี 100,000 ออเดอร์/วัน ค่า Subsidy ประมาณ 2 ล้านบาท/วัน หรือ 60 ล้านบาท/เดือน

นี่คือต้นทุนที่ “มองไม่เห็น” แต่หนักที่สุด

สิ่งที่เรากำลังพยายามทำ คือเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและระบบต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ฟังเสียงจากทั้งลูกค้าและไรเดอร์ เพื่อนำไปปรับปรุงให้ตอบโจทย์มากขึ้น รักษามาตรฐานบริการที่ดี เช่น ความสะอาด มารยาท และความตรงต่อเวลา Robinhood เขาเคยพร่ำสอนอยู่ เรื่องมารยาท เรื่องความสะอาด You ทำให้เหมือนเดิม อย่าทำให้มันผิดจากแบรนด์ที่ SCB X เขาเคยสร้างไว้อย่างดี

 “ไม่ได้ห้ามไรเดอร์จะวิ่งกี่แอปก็ได้ แต่ขอแค่ตอนที่วิ่ง Robinhood ขอให้ยังรักษามาตรฐานเดิมที่เราสร้างมา เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราต่างจากคนอื่น”

ที่สำคัญต้องพึ่งพาเพื่อนใน ecosystem  ทั้งพาร์ตเนอร์ ร้านค้า และลูกค้า ที่เห็นคุณค่าของ Robinhood แม้จะมีผู้ใช้น้อยกว่า แต่คิดว่า “ดูแลดีกว่า” และ เก็บค่าธรรมเนียมน้อยกว่า

ใช่ มันต้องใช้เวลา เพราะลูกค้าเวลาสั่งอาหาร ส่วนใหญ่ไม่ได้มองโครงสร้างต้นทุนหรือกลไกเบื้องหลัง สิ่งที่เขาเห็นคือ “ถูก” และ “ส่งฟรี” เท่านั้น แอปไหนทำได้ ก็รู้สึกว่าแอปนั้นดีกว่า

แต่มรกตยังย้ำคำเดิม “มั่นใจ”

 “เราไม่สู้ใคร แต่สร้างทางของตัวเอง เราชัดเจนว่าโรบินฮู้ด ไม่ใช่แอปสำหรับ Mass ที่อาจจะมองแค่เรื่องราคา  แต่สำหรับคนที่เห็นคุณค่าของความยั่งยืน ทั้งต่อลูกค้า ร้านค้า และไรเดอร์”

ตอนนี้เราอาจยังไม่ได้คาดการณ์ชัดเจนว่า Robinhood จะเติบโตเป็นสัดส่วนเท่าไรของธุรกิจกลุ่มยิบอินซอย แต่เชื่อว่ามัน “ต้องโตแน่” และจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เห็นภาพได้ชัดเจนในอนาคต ขอแค่เวลา

คิดการใหญ่กู้วิกฤต “ฟู้ดแพนด้า”

โรบินฮู้ด ยังรอเวลาทำกำไร แต่มรกต ยังสนใจที่จะเข้าไปพลิกฟื้น ฟู้ดแพนด้า

“งานนี้มาแนวเดียวกับโรบินฮู้ดเลยค่ะ  ฟู้ดแพนด้า ประกาศปิดในไทย วันที่ 23 เม.ย. และจะปิดจริง 23 พ.ค.  เราเข้าใจว่าเวลาทุกอย่างพัง มันเจ็บยังไง ร้านค้า ไรเดอร์ ลูกค้า ต่างได้รับผลกระทบกันหมด นี่คือเหตุผลที่เราต้องลุกขึ้นมารับไม้ต่อครั้งนี้ให้ได้”

เป้าหมายของเราคือ ดูแลกลุ่มลูกค้าที่เคยใช้ ฟู้ดแพนด้า อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้สับสนว่า “ต้องไปใช้แอปไหนต่อดี?” หรือปล่อยให้ร้านอาหารต้องวิ่งหาช่องทางใหม่เอง

สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นจาก ฟู้ดแพนด้า คือความแข็งแรงในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ และฐานลูกค้าที่ใช้งานต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเราต้องการให้ โรบินฮู้ด เข้าไปดูแลลูกค้าต่างชาติด้วย เป็นเหมือน “Reception” ของประเทศไทยสำหรับแขกต่างชาติ  แต่ยังไม่มีแรงกระตุ้นให้ต้องลงมือทำจริงจัง  แค่เพียงเตรียมพัฒนาแอปเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษไว้แล้ว จนกระทั่ง ฟู้ดแพนด้า ปิด เราเลยรู้เลยว่านี่แหละจุดที่ต้องลงมือทันที

เลยติดต่อทีมในประเทศไทย  จนได้โอกาสคุยกับทีมที่ประเทศเยอรมนี  งานนี้ ยิบอินซอย ไม่ได้ยื่นข้อเสนอซื้อ เพราะไม่มีเงินจะซื้อ แต่ตั้งใจจริงว่าอยากช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง เป็นการรวมกันของ 2 บริษัทเล็ก ทำให้อีโคซิสเต็ม มันดีขึ้น แล้วก็รวมกันใช้ Cost ในการบริหารจัดการต้นทุน  คิดว่ามันน่าจะทำได้ดี

เจ้าของ ฟู้ดแพนด้า คือ Delivery Hero จากเยอรมนี  เขาก็มีการลงทุนใน Food Delivery หลายประเทศมาก ทั้งในยุโรปและเอเชีย  ก็มีปิดที่นี่ เปิดที่โน่น  ในเมืองไทยคงเป็นที่หนึ่งที่เขาคิดว่าทำไม่ได้ ก็ปิด  ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขขาดทุนลดลงจาก 3-4 พันล้านบาท เหลือเพียง 500 ล้านบาท ในปี 2566 แต่เมื่อเทียบกับการลงทุนที่ประเทศอื่นอาจจะคุ้มกว่าอยู่ดี เขาเลยคิดจะทิ้ง

สุดท้าย แม้เรายังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่เผอิญข่าวมันก็ออกไปแล้ว แต่ที่แน่ ๆ คือ เราคุยกันจริง ตั้งแต่วันแรกที่เขาประกาศปิด  ซึ่งทางเขาก็แสดงความสนใจพร้อมที่จะคุยถ้ามันมีความเป็นไปได้

“ตอนนี้กำลังรอรายละเอียดตัวเลข ต่าง ๆ จากฟู้ดแพนด้า เพื่อนำมาศึกษาและเสนอแนวทางชัดเจนในการร่วมมืออีกครั้ง ซึ่งทุกอย่างได้ย้ำไปแล้วว่ากระบวนการต่าง ๆ ต้องเร็ว”

เธอย้ำว่า

การแข่งขันที่มีหลายผู้เล่นย่อมดีกว่า “Monopoly” เพราะหากเหลือเพียงรายใหญ่เจ้าเดียว สุดท้ายผู้บริโภคอาจไม่มีทางเลือก ถ้าเขาใจดี ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใจดี ก็ลำบากทั้งตลาด

100 ปีของยิบอินซอย ทุกเจเนอเรชัน กล้าเสี่ยงในสิ่งใหม่

Key Strength อย่างหนึ่งของ ยิบอินซอย ตลอดระยะเวลา 100  ปีที่ผ่านมา คือ Adaptability ของผู้นำ ที่พร้อมเรียนรู้ กล้าคิด กล้าทำสิ่งใหม่อยู่เสมอ

 ยิบอินซอยเริ่มต้นจากธุรกิจค้าแร่ โดยรุ่นคุณทวด และคุณปู่  เลือกไม่ทำเหมืองแร่ตามกระแส แต่หันมาค้าแร่แทน ด้วยมุมมองที่แตกต่าง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บริษัทได้ขยายธุรกิจสู่หลายอุตสาหกรรม เช่น เกษตร การเงิน พลังงาน และเทคโนโลยี

หลังสงครามโลก ยิบอินซอยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลาย จนได้ชื่อว่า “ขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ” และยังเป็นตัวแทนทำธุรกรรมของธนาคารในต่างจังหวัด ภายใต้ระบบ “กัมประโด” รับความเสี่ยงแทนแบงก์ แบ่งกำไรกันคนละครึ่ง

ในยุคต่อ ๆมา บริษัทได้เป็นผู้นำในการนำเข้าคอมพิวเตอร์เมนเฟรมเครื่องแรกของไทย ตั้งแต่ปี 2501 ตั้งแผนก “เบอร์โร” ซึ่งต่อมาเป็น “Business Solutions” จุดเริ่มต้นของธุรกิจเทคโนโลยีของกลุ่ม

ปัจจุบัน มรกต ยิบอินซอย ได้เดินหน้าธุรกิจไอทีครบวงจร ทั้งคลาวด์ โครงสร้างพื้นฐาน ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ดาต้าอนาไลติกส์ และฟินเทค รวมทั้งการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการเกษตร สิ่งแวดล้อม ตลอดจนธุรกิจเพื่อสังคม ให้เกิดนิเวศทางธุรกิจที่ดีอย่างยั่งยืน

วันนี้ยิบอินซอยมีรายได้รวมราว  10,000  ล้านบาท รายได้หลักกว่า 70% มาจากธุรกิจไอที

Welcome To The Next Chapter ยิบอินซอย

บทต่อไปของเรา คือการเดินหน้าไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและชีวิต ก้าวตามให้ทันว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่เอามาใช้เพื่อเสริมให้คู่ค้าของเรา ลูกค้าของเราแข็งแรงขึ้น ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และลดความเสี่ยงต่าง ๆ

“Food delivery platform ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบของเทคโนโลยี ที่เชื่อมต่อการใช้จ่ายและการใช้ชีวิตของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้น ถึงจะเรียกว่าเป็นธุรกิจ B2C ก็จริง แต่จริง ๆ แล้วเรายังทำในสิ่งที่เราถนัด คือการสร้างระบบเทคโนโลยีที่รองรับคนจำนวนมาก เพียงแต่คราวนี้เราเข้ามาอยู่ ‘ด้านหน้า’ ของผู้ใช้งานโดยตรง ไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหมือนที่เคยทำระบบที่รองรับประชาชนจำนวนมาก เช่น โครงการรัฐหรือระบบของธนาคาร”

 ในศตวรรษที่ 2 นี้ยิบอินซอย มีการปรับเปลี่ยน และเขย่าโครงสร้างธุรกิจโดยให้บริษัทเป็นโฮลดิ้งคอมพานี ทำหน้าที่ผลักดันบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

และ โรบินฮู้ด คือบริษัทหนึ่งที่มรกตตั้งใจจะให้ไปใช้นามสกุลมหาชน ภายใน 3-4 ปีนี้

ดูเหมือนว่าวันนี้ แสงกำลังลงตรงมรกต ยิบอินซอย ทุกคนกำลังจับตามองว่า ปลายปีนี้ โรบินฮู้ด จะกำไรหรือไม่ ส่วนฟู้ดแพนด้า จะเดินหน้าต่อได้จริงหรือไม่ในเมืองไทย

ในวันสัมภาษณ์พิเศษ มรกต ยิบอินซอย สวมชุดสีม่วง-ชมพู ซึ่งเป็นสีประจำของโรบินฮู้ดและฟู้ดแพนด้า

เธอบอกกับ Marketeer ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มก่อนจากกันวันนั้นว่า “น่าจะพอสะท้อนให้เห็นแล้วนะคะว่า งานนี้เราเอาจริง” ♦

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer