โลกของแฟชั่นไม่เคยหยุดนิ่ง และดูเหมือนว่าในยุคนี้รันเวย์ที่ร้อนแรงอาจไม่ได้จำกัดอยู่บนเวทีเดินแบบ แต่อยู่บนทางเท้าในสวนสาธารณะแทน หลังพฤติกรรมของคนเลี้ยงสัตว์เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจาก “เจ้าของสุนัข” กลายเป็น “คุณพ่อคุณแม่น้องหมา” (Dog Parents) ที่พร้อมทุ่มเททั้งความรักและเม็ดเงินเพื่อดูแลสมาชิกคนสำคัญให้ดูดีที่สุด
ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจ เพราะทำให้สุนัขคู่ใจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่แต่งตัวจัดและเข้ากับเจ้าของ จนดันให้ตลาดอาหาร บริการ และชุดของสัตว์เลี้ยงขยายตัว ซึ่งหนึ่งในโซนที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ สหราชอาณาจักร (ยูเค)
5 ปีมานี้ ตลาดสินค้าและบริการสัตว์เลี้ยงในยูเคเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจาก 7,900 ล้านปอนด์ (ประมาณ 330,000 ล้านบาท) ในปี 2021 เพิ่มเป็น 10,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 420,000 ล้านบาท) ในปี 2025
กลุ่มที่จ่ายเงินในส่วนนี้มากที่สุดคือ Gen Y และ Gen Z เพราะครองสัดส่วนเจ้าของสุนัขรายใหม่ถึง 2 ใน 3 และยังยินดีจ่ายเฉลี่ยอีก 2,136 ปอนด์ (ประมาณ 89,700 บาท) ต่อปี เพื่อดูแล “ลูกสี่ขา” ของพวกเขาให้กินดีอยู่ดีและมีสไตล์อีกด้วย

นี่ย่อมทำให้สุนัขแต่งตัวจัดตามเจ้าของไปด้วย ซึ่งมีที่มาจากการที่บรรดาคนที่เลี้ยงสัตว์แทนลูก (Pet Parents) อยากให้สัตว์เลี้ยงแต่งตัวดี หรือ “แฟชั่นจ๋า” มากเหมือนตน ไม่ต่างจากการที่ลูกกับพ่อแม่แต่งตัวตามกัน โดยที่ลูกก็เป็นภาพสะท้อนย่อส่วนของตนแบบเป๊ะๆ หรือ Mini-Me Dressing นั่นเอง
สิ่งที่ตามมาคือตลาดเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงคึกคักสุดๆ โดยเฉพาะเสื้อโค้ทกันหนาวที่กลายเป็นไอเทมที่ต้องมีติดตู้ในซีซั่นนี้ ความอลังการของแฟชั่นน้องหมาในยุคนี้ไม่ได้มาเล่นๆ

ร้านเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงสุดหรูในกรุงลอนดอนอย่าง Pawelier เผยว่าเสื้อบุนวม (Puffer) สี่ขาที่มีฮู้ดขนฟูๆ ราคาตัวละประมาณ 135 ปอนด์ (ประมาณ 5,600 บาท) ขายดีมาก หรือจะเป็นชุดจั๊มสูทขนเป็ดที่ราคาเกือบ 110 ปอนด์ (ประมาณ 4,600 บาท) ที่เหมือนหลุดออกมาจากรันเวย์ระดับแบรนด์แฟชั่นดังๆ ของคน ก็ขายดีเช่นกัน
โอลี่ พอร์ต บรรณาธิการ Dogue เพจรายงานความเคลื่อนไหวตลาดแฟชั่นสัตว์เลี้ยงวิเคราะห์ว่า เทรนด์ Mini-Me Dressing ส่วนหนึ่งมาจากพลังของโซเชียลมีเดีย หลังแบรนด์ระดับโลกอย่าง Burberry หรือ Louis Vuitton ก็เริ่มเอาน้องหมามาถ่ายโฆษณามากขึ้น
แถมยังมีสุนัขบางตัวกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีงานจ้างจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Jimmy Choo เข้ามาไม่ขาดสาย เรียกว่าน้องหมาบางตัวหาเงินเก่งกว่าคนเสียอีก
นอกจากเรื่องสวยงามแล้ว สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญ ในประเทศที่ฝนตกบ่อยและหนาวเย็นอย่างแถบสหราชอาณาจักร เจ้าของก็อยากหาเสื้อผ้าที่ช่วยกันน้ำกันลมให้ลูกรัก
ด้านสัตวแพทย์เห็นว่า เป็นการดีที่หาชุดมาสวมให้สุนัขเพื่อให้ร่างกายมันอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นชุดที่ราคาเท่าใดหรือหรูหราขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ควรดูสายพันธุ์ของสุนัขด้วย โดยพันธุ์ที่ควรใส่คือพันธุ์ที่ขนบาง ผิวบาง หรือตัวเล็ก เช่น ชิวาวา, ยอร์คเชียร์ หรือน้องหมาขาสั้นอย่าง ดัชชุน ที่พุงลากพื้นหญ้าเย็นๆ แบบนี้เสื้อโค้ทจะช่วยปกป้องร่างกายได้มาก
ขณะที่กลุ่มพันธุ์หน้าสั้นอย่าง เฟรนช์ บูลด็อก ถ้าใส่ชุดหนาเกินไปอาจจะร้อนจนหายใจลำบาก ส่วนพวกที่ขนหนาธรรมชาติอยู่แล้วอย่าง ไซบีเรียน หรือเยอรมัน เชพเพิร์ด จริงๆ แล้วไม่ควรใส่เพราะจะทำให้ร้อนเกินไปจนป่วยได้
ทั้งนี้การที่สุนัขในยูเคมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2011 จนมาอยู่ที่ 13.5 ล้านตัวในปัจจุบัน ยิ่งตอกย้ำว่าพวกมันได้กลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของบ้านไปแบบเต็มตัว โดยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้สะท้อนว่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนเล่น แต่คือส่วนหนึ่งของครอบครัวที่อยู่ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นแม้หากมองจากภายนอกเทรนด์ Mini-Me Dressing จะดูเหมือนเรื่องของแฟชั่นบนโลกโซเชียล แต่หัวใจสำคัญกลับมีพื้นฐานมาจากความห่วงใยและความต้องการที่จะดูแลสุนัขให้ได้รับความอบอุ่นและปลอดภัยไม่ต่างจากลูกแท้ๆ การเลือกซื้อเสื้อโค้ทสักตัวจึงไม่ใช่แค่การตามเทรนด์ แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักเพื่อให้ “ลูกรักสี่ขา” พร้อมก้าวไปในโลกใบเดียวกันกับเราได้อย่างสง่างามและมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
จากทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า เมื่อคนยุคนี้หันมาเป็น Pet Parents กันมากขึ้น Pet Parents ทุกคนจึงพร้อมจ่ายไม่อั้นเพื่อให้สัตว์เลี้ยงที่มีสถานะเหมือนลูก กินดี อยู่ดี และดูดี จนส่งผลให้ตลาดสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทั้งหมด (Petconomics) โตขึ้นอย่างมาก
ซึ่งนอกจากแถบสหราชอาณาจักรแล้ว จำนวน Pet Parent กับ Petconomics ในประเทศแถบเอเชียอย่าง จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น รวมถึงไทยก็เติบโตอย่างมากเช่นกัน / theguardian
