Trends / หนึ่งในประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในยุคนี่ที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมคือ คนเราควรทำงานไปจนถึงอายุเท่าไหร่ หรือแค่ไหนถึงเรียกได้ว่า แก่เกินไปในการทำงาน โดยนี่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่ส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างแรงงานในภาพรวมอีกด้วย
ประเด็นเรื่องอายุกับการทำงานปรากฏให้เห็นชัดเจนจากข่าวใหญ่ในหลายประเทศ อย่างเช่นล่าสุดที่เดนมาร์กเพิ่งเพิ่มอายุเกษียณเพื่อรับบำนาญของรัฐบาลเป็น 70 ปี จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ให้คนในประเทศถกเถียงกัน

ส่วนในสหรัฐฯ เองก็มีประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพของ โจ ไบเดน ในวัย 81 ปี ตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และพฤติกรรมที่ยังคงถูกจับตามองของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการกลับมาเป็นประธานาธิบดี โดยที่เขาพยายามแสดงให้เห็นว่าแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกันทั้งที่อายุ 78 ปีแล้ว รวมไปถึง การเพิ่งมาประกาศเกษียณของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุน เอาเมื่ออายุมากถึง 94 ปีแล้ว

แม้จะมีแนวโน้มที่สนับสนุนให้ผู้คนทำงานนานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างในสหรัฐฯ ที่จำนวนผู้มีอายุเกิน 65 ปี เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา และอายุเฉลี่ยที่ยาวนานขึ้นเกือบ 10 ปี ทำให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาวและทำงานได้นานขึ้น แต่แนวทางนี้กลับไม่ได้ราบรื่นเสมอไป
มีข้อมูลชี้ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานบริษัทต่างๆ ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถูกบีบให้ออกจากงานก่อนที่พวกเขาจะตั้งใจเกษียณเอง และแม้กฎหมายจะห้ามการบังคับให้เกษียณ แต่บริษัทใหญ่ๆ บางแห่งกลับมีข้อจำกัดด้านอายุสำหรับผู้บริหารระดับสูง
นอกจากนี้ รายงานจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ยังพบว่า เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กกว่าครึ่งในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่ขนาดใหญ่กว่า 50 คน ล้วนมีอายุเกิน 55 ปี ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญว่า ขีดจำกัดทางอายุควรเป็นอย่างไรในการบริหารจัดการและการตัดสินใจที่สำคัญ
ขณะเดียวกันการที่ ทอม ครูซ ในวัย 62 ปี ที่ยังคงแสดงบทบาทแสดงฉากผาดโผนเกือบทั้งหมดใน Mission Impossible ภาคล่าสุดเอง และ มิก แจ็กเกอร์ กับ พอล แมคคาร์ตนีย์ในวัย 81 ปีและ 82 ปีตามลำดับยังขึ้นเวทีคอนเสิร์ตได้ ก็ยิ่งทำให้ไม่สามารถชี้ชัดได้อีกว่า เมื่อไหร่ถึงเรียกได้ว่าแก่เกินที่ลุยงานได้ไหว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างจริงจัง ก็มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าควรมีการประเมินใหม่ โดยผลการศึกษาในปี 2023 พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทมูลค่าสูงสุด 500 อันดับของตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Fortune 500) มีผู้บริหารอายุเกิน 60 ปี แต่มี CEO เพียง 28 คนเท่านั้นที่อายุเกิน 70 ปี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยจาก Stanford University ที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงกลไกต่างๆ ในร่างกายครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นประมาณอายุ 44 ปี และอีกครั้งที่อายุ 60 ปี ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่พลังงานและความสามารถบางอย่างเริ่มลดลง
นี่ทำให้ความสนใจในการทำงานลดลง และต้องการใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ดังนั้นอายุจึงเป็นมากกว่าแค่ตัวเลข แต่มันคือช่วงเวลาที่เราต้องพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ชีวิตและการทำงานของเรายังคงมีประสิทธิภาพและมีความสุขในแบบที่เหมาะสมที่สุด
ประเด็นเรื่องอายุกับการทำงานที่มีการถกเถียงกันอยู่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและซับซ้อนของโลกปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย ซึ่งผู้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น และมีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจมีข้อจำกัดทางกายภาพหรือกำลังแรงงานที่เปลี่ยนไป
ดังนั้นการกำหนดเกณฑ์อายุเกษียณที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งประเภทของงาน สุขภาพของแต่ละคน และความต้องการของสังคม

นี่ทำให้ในท้ายที่สุด หากสังคมการทำงาน บริษัท และรัฐบาลประเทศต่างๆ ตระหนักและเข้าใจในประเด็นนี้ จะช่วยให้สามารถสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางวัย เปิดโอกาสให้คนทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม / theguardian
