Trends / สถานการณ์ทางการเมืองของญี่ปุ่นกลับมาได้รับความสนใจจากคนในประเทศและเวทีโลกอีกครั้ง เมื่อ ทาคุ เอโตะ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ต้องลาออกไปทั้งที่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 เดือน หลังกล่าวติดตลกในที่ประชุมสภาว่า ไม่ได้ซื้อข้าวสารเองมานานแล้ว เพราะได้ฟรีจากบรรดาฐานเสียงมาตลอด

แม้การกล่าวถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนจะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยในแวดวงการเมืองญี่ปุ่น แต่ภาวะที่ประเทศกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนข้าวและราคาพุ่งสูงขึ้นกว่า 90% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเชิงลบอย่างรุนแรงจากประชาชน จนที่สุดพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) พรรคต้นสังกัดของเขาต้องบีบให้เขาลาออก

ข้าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมาเกือบ 3,000 ปี โดยความผูกพันลึกซึ้งนี้เห็นได้จากคำว่า “โกฮัง” ซึ่งนอกจากจะหมายถึง “ข้าวสวย” แล้ว ยังใช้เรียกแทน “มื้ออาหาร” ได้อีกด้วย ขณะเดียวกันข้าวยังสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองถึงขั้นล้มรัฐบาลมาแล้ว เหมือนเหตุจลาจลข้าวในปี 1918 ซึ่งเป็นผลจากการที่ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้น จนนำไปสู่การลาออกของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

แม้ข้าวจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง แต่นโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้กลับมุ่งเน้นการควบคุมและจำกัดการผลิตข้าว เพื่อรักษาระดับราคาให้สูง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อรักษาฐานเสียงของเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหลักของพรรค LDP โดยนโยบายนี้ส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วญี่ปุ่นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และทำให้ปริมาณการบริโภคข้าวลดลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคที่หลากหลายขึ้น

ดังนั้นปฏิกิริยาของชาวญี่ปุ่นต่อคำกล่าวของอดีตรัฐมนตรี ทาคุ เอโตะ จึงเป็นที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแม้ นายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ จะพยายามประคองสถานการณ์เบื้องต้น แต่ด้วยการเลือกตั้งวุฒิสภาที่กำลังจะมาถึงในเดือนกรกฎาคม และคะแนนนิยมของรัฐบาลที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ทำให้การลาออกของ เอโตะ กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤตข้าวยังได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึงในกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะชี้ชะตาว่ารัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ จะสามารถรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ได้หรือไม่ ภายหลังจากการสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อเดือนตุลาคม 2024 จนกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

สาเหตุของราคาข้าวที่พุ่งสูงขึ้นของญี่ปุ่นในช่วงปีที่ผ่านมา เกิดจากหลายปัจจัย เช่นสภาพอากาศร้อนที่สุดในรอบ 125 ปี คำเตือนเรื่องแผ่นดินไหวใหญ่ที่กระตุ้นประชาชนให้แตกตื่นเกิดการซื้อไปกักตุน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่บรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติต่างก็อยากกินเมนูข้าวต้นตำรับของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่าวิกฤตครั้งนี้มิได้เป็นผลจากความผันผวนของสภาพอากาศหรือการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์เป็นหลัก หากแต่เป็นผลพวงต่อเนื่องของนโยบายการเกษตรที่บิดเบือนและดำเนินมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของทางการเมืองมากกว่าความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

สำหรับการจำกัดปริมาณการผลิตข้าวของญี่ปุ่นเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1971 เพื่อควบคุมอุปทานและราคา โดยยังคงมีผลบังคับใช้เพราะยังไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์ แม้บริบทของการบริโภคภายในประเทศและการลดลงของจำนวนเกษตรกรจะเปลี่ยนแปลงไป การควบคุมผลผลิตในลักษณะนี้ทำให้ประเทศขาดความพร้อมในการรับมือกับการพุ่งขึ้นของอุปสงค์แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดและระบบการกระจายสินค้าที่ตายตัว ได้ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีความเปราะบางมากขึ้นในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลกมีความผันผวน จากทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้ารอบล่าสุดจากมาตรการที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ

ในขณะที่หลายภาคส่วนของประชากรญี่ปุ่นต้องเผชิญกับค่าแรงต่ำเป็นเวลาหลายปี และกำลังประสบกับภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลได้ดำเนินการนำข้าวจากคลังสำรองฉุกเฉินออกมาใช้เพื่อบรรเทาปัญหา แต่การกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า ขณะเดียวกัน เกษตรกรบางรายที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบที่จำกัดปริมาณการปลูกข้าว ก็ได้จัดการประท้วงขึ้น

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ข้าวที่นำเข้าจึงกลายเป็นทางออกที่จำเป็น ทำให้เมื่อไม่นานมานี้ ญี่ปุ่นจำต้องนำเข้าข้าวจากเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี

ดังนั้นเมื่อราคาข้าวพุ่งสูงขึ้นและความไม่พอใจของประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น ข้าวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จึงกลับมาเป็นศูนย์กลางของการเมืองญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยจากนี้ต้องจับตาดูว่าพรรค LDP จะเรียกคืนความเชื่อมั่นและคลายวิกฤตข้าว อันจะช่วยให้เรียกคืนคะแนนนิยมและที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่

อีกประเด็นน่าสนใจท่ามกลางวิกฤตข้าวญี่ปุ่นครั้งนี้คือ บทบาทของ ชินจิโร่ โคอิซึมิ รัฐมนตรีเกษตรคนใหม่วัย 44 ปี เพราะเขาคือลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรี จุนอิชิโร่ โคอิซึมิ คนดัง ที่ได้โอกาสสำคัญในการสร้างผลงาน โดยหลังเข้ารับตำแหน่งข้าวราคาถูกกว่าราคาตลาดจากคลังของรัฐบาลก็กระจายไปตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ซึ่งสามารถบรรเทาสถานการณ์ลงไปได้บ้าง

หากจากนี้ผลงานของ ชินจิโร่ โคอิซึมิ เข้าตาประชาชน สามารถสร้างผลงานเพิ่มอีกและมีส่วนในการฟื้นฟูคะแนนนิยม ทางพรรค LDP ก็อาจมอบตำแหน่งทางการเมืองสูงขึ้นกับเขา อันจะปูทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรอยพ่อ ที่ถือเป็นนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งนานเป็นอันดับ 6 ของญี่ปุ่น / theconversation, japantoday


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer