ในงาน SUPALAI Presents Creative Talk Conference 2025 เซกชั่น E-Commerce Think Big, Start Small, Win Bigger สร้างยอดขายด้วยธุรกิจติดตะกร้า โดยสปีกเกอร์ คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา Co-Founder and CEO of Priceza และ คุณวุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน CEO ArTee Media, VEGA Creator
ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย เริ่มมีการเคลื่อนไหวชัดเจนจากการเข้ามาของกลุ่มมาร์เก็ตเพลสในช่วงปี 2015 ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และขยายตัวแบบก้าวกระโดดในช่วงวิกฤตโรคระบาด
ปี 2019: มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท
ปี 2020: 3.7 แสนล้านบาท เติบโต 68%
ปี 2021: 6.1 แสนล้านบาท เติบโต 65%
ปี 2022: 8.2 แสนล้านบาท เติบโต 34%
โดยปี 2024 ที่ผ่านมา ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย มูลค่าแตะ 1 ล้านล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นว่าพฤติกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภค ‘ติดแล้วติดเลย’ เนื่องจากความสะดวกสบาย ทั้งคาดการณ์ว่าปี 2025 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท และจะขยายตัวแตะ 2 ล้านล้านบาท ในปี 2030
หากแบ่งอีคอมเมิร์ซในไทย ปี 2025 เป็น 5 รูปแบบหลัก
1. Marketplace Commerce รูปแบบที่มีมาตั้งแต่ยุคแรกสุด ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ชอบเลือกค้นหาสินค้าหลากหลายประเภทบนแพลตฟอร์มเดียว อาทิ Shopee, Lazada
2. Video Commerce รูปแบบที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นสินค้าจริง และรับข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นจากรีวิวหรือการนำเสนอ โดยเฉพาะวิดีโอสั้น ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม มีแพลตฟอร์มอาทิ TikTok Shop
3. Live Commerce รูปแบบการถ่ายทอดสด เป็นการขายสินค้าแบบเรียลไทม์ผ่านไลฟ์สด ที่สร้างความรู้สึกต้องทันท่วงให้ผู้บริโภค อาทิ Shopee, TikTok
4. Chat Commerce รูปแบบที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการพูดคุย ปรึกษา หรือสอบถามข้อมูลสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
5. Quick Commerce รูปแบบที่เน้นความเร็วในการจัดส่ง เสนอบริการส่งด่วนภายในวันเดียว หรือแม้กระทั่งภายในเวลาหลักนาที อาทิ 7-Eleven Delivery
โดยส่วนของ Video Commerce นับเป็นรูปแบบอีคอมเมิร์ซที่กำลังมาแรง ซึ่งคุณวุฒิพงษ์ หรือ ‘อาตี๋รีวิว’ ได้แชร์มุมมองว่าจุดแข็งคือการทำให้ผู้ชมเห็นสินค้าในมิติที่กว้างขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการอ่านรีวิวแบบบทความ
คุณธนาวัฒน์ เสริมว่า การทำ Video Commerce ที่มีคุณภาพ คือการบอกเล่าสินค้าทั้งในข้อดีและข้อจำกัด ซึ่งจะทำให้คนดูตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และสร้างความรู้สึกเป็นกลางให้คนดู เกิดการทำการตลาดที่จริงใจ
ทั้งนี้ ความหลากหลายของรูปแบบอีคอมเมิร์ซ นำมาสู่โอกาสในการสร้างรายได้ทั้งสำหรับผู้ขายสินค้า แบรนด์ และกลุ่มใหม่ที่กำลังมาแรงอย่าง ‘Affiliate (นายหน้า)’ ซึ่งเป็นการที่ช่วยโปรโมต และขายสินค้าให้ในช่องทางของตนเอง โดยเจ้าของช่องทางจะมีลิงก์เฉพาะ และถ้ามีผู้สนใจกดลิงก์สั่งซื้อสินค้า ผู้ขายจะได้เปอร์เซ็นต์จากการขายนั้น
โดยข้อดีของการทำ Affiliate คือผู้ขายไม่จำเป็นต้องสต็อกของ หรือสร้างแบรนด์เอง แต่เน้นการสร้างคอนเทนต์หรือไลฟ์สดเพื่อนำเสนอสินค้า ซึ่งพบว่าหลายคนเลือกทำเพื่อใช้เป็นช่องทางสร้างรายได้เสริม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในความท้าทาย
สำหรับกลุ่มคนที่อยากเริ่มต้นการทำ Affiliate แต่มองว่าตลาดแข่งขันสูง หากมองย้อนไปยังอดีต จะพบว่าตลาดอีเมิร์ซในไทยมีผู้เล่นเข้ามาในสนามสูงมานานแล้ว แต่ก็ใช่ว่าคนที่เข้ามาใหม่จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
แนวทางสำคัญ สำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ ในวันที่ใคร ๆ ก็เข้ามาได้
1. รู้จักแพลตฟอร์ม เพราะก็ไม่ได้มีแค่ TikTok ที่ทำ Affiliate ได้ และไม่ใช่ทุกสินค้าที่จะเหมาะกับทุกแพลตฟอร์ม แต่ละแห่งก็มีกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมการซื้อของผู้ใช้งานที่ไม่เหมือนกัน
คนที่อยากเริ่มทำ Affiliate จึงควรเริ่มทดลองในหลากหลายช่องทาง และสิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ ‘กฎของแพลตฟอร์ม’ เพราะอาจทำให้คอนเทนต์โดนแบบแบบไม่รู้ตัว ทั้ง AI ในการตรวจจับการละเมิดกฎ ก็ฉลาดขึ้นมากแล้วในปัจจุบัน
2. รู้จักตัวเอง แน่นอนว่าก่อนจะทำ Affiliate เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเราอยากทำคอนเทนต์อะไร ประเมินง่าย ๆ อย่างในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรากดหัวใจให้กับคลิปไหนไปบ้าง เพราะการทำในสิ่งที่เราชื่นชอบก็จะส่งผลให้เราสนุกในการทำ Affiliate ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือฝืนใจในการทำ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำเป็นรายได้เสริม
3. รู้จักกลุ่มเป้าหมาย เมื่อรู้จักแพลตฟอร์ม และรู้จักตัวเอง ก็นำมาสู่การรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารด้วย ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร ต้องการอะไร และรวมตัวกันอยู่ในแพลตฟอร์มไหนเป็นหลัก และนำความเข้าใจต่อยอดสู่การนำเสนอที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่เน้นขายของ
เมื่อมีแนวทางในการเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง หากอยากอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว
1. กระจายความเสี่ยง ต้องไม่ยึดติดการทำ Affiliate แค่แพลตฟอร์มเดียว อย่างนายหน้าในตลาดอีคอมเมิร์ซประเทศจีน เฉลี่ย 1 คน ใช้มากกว่า 6 ช่องทางในการขายพร้อมกัน ในไทยก็เช่นกัน ต้องกล้าทดลองในหลากหลายแพลตฟอร์ม
2. มองหาพันธมิตร ทั้งร้านค้า แบรนด์ และการทำ Affiliate ล้วนต้องมองหาการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ อย่างเช่น อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งจะไม่เพียงเป็นการช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม แต่ยังสร้างการมีส่วนร่วม เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคเชื่อผู้บริโภคด้วยกันเอง และเชื่อนักรีวิวที่รีวิวด้วยความจริงใจจากความเป็นคนธรรมดา มากกว่าแบรนด์
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะบางอย่างแม้ไม่ได้ทำผิด แต่พลาดแล้วอาจถึงพัง
1. ค่าใช้จ่ายแฝง หลายคนประสบภาวะ ‘ขายดีจนเจ๊ง’ เนื่องจากทุกวันนี้แพลตฟอร์มมีกลวิธีในการหักค่าธรรมเนียมหลากหลายแบบ อาทิ ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชั่น ค่าโฆษณา ซึ่งต้องระวัง และประเมินการขายหรือการทำ Affiliate ของเราอยู่เสมอ
2. หยุดเรียนรู้ เนื่องจากโลกออนไลน์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าใช้วิธีเดิม ๆ อยู่เสมอ เพราะคิดว่ารู้พอแล้ว อาจทำให้เราหายไปจากสนามอย่างไม่รู้ตัว ทั้งการขายของออนไลน์ ไม่ใช่เกมเร็วเหมือนสมัยก่อน แต่คือเกมของความเข้าใจ การปรับตัว และการวางแผนระยะยาว
Think Big, Start Small, Win Bigger สปีกเกอร์ทั้ง 2 คนร่วมกันสรุปเซกชั่นด้วยการแชร์ว่าอีคอมเมิร์ซในยุคนี้ ไม่ได้รอดเพราะทุนใหญ่ แต่รอดเพราะคิดใหญ่ จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ อย่างการทำ Affiliate เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็สามารถต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจหรือการสร้างแบรนด์ของตนเองได้ ขอเพียงรู้จักตลาด รู้จักแพลตฟอร์ม รู้จักตนเอง และรู้จักกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
