เป็นที่รู้กันในวงการเทคโนโลยีว่า อินเดีย คือประเทศที่มีความสำคัญอยู่หลังม่าน เพราะแม้อาจไม่ได้คิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาเอง แต่ก็มีบัณฑิตกลุ่มวิชา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ STEM อยู่มากมาย

นอกจากนี้ค่าจ้างแรงงานยังถูก นี่จึงทำให้อินเดียได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการรับจ้างทำงานจากต่างประเทศ (Outsource) เบอร์ต้นๆ ของโลก โดยล่าสุดอินเดียกำลังตอกย้ำตำแหน่งดังกล่าวด้วยการขยับขึ้นไปสู่แวดวงเอไอและคลาวด์คอมพิวติ้ง
การที่บริษัททั่วโลกหันมาใช้เอไอและคลาวด์คอมพิวติ้งกันมากขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีนี้ทวีความจำเป็น แต่บริษัทส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นเองได้ ขณะเดียวกันแม้ซื้อเทคโนโลยีจากบริษัทผู้คิดค้นมาแล้วก็ยังต้องการทดสอบและ “สอน” ระบบต่อก่อนนำไปใช้งานจริง

กระบวนการอย่างหลังนี้อาจเรียกในชื่อว่า “เอไอ ฟาร์มมิ่ง” และ “คลาวด์ ฟาร์มมิ่ง” โดยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กำลังเติบโต และประเทศที่กำลังเป็นเบอร์ต้นๆ คือ อินเดีย
มีรายงานว่า มีการตั้งบริษัทเพื่อ “สอนเอไอ” ขึ้นมากมายในอินเดีย โดยองค์ประกอบร่วมกันของบริษัทเหล่านี้คือ อยู่ตามเมืองชนบทและมักจะจ้างบัณฑิตจบใหม่หรือเซียนเทคโนโลยีในท้องถิ่น .
นี่ช่วยให้สามารถรับงานได้มากๆ จ้างงานได้หลายตำแหน่ง แต่ต้นทุนไม่มากเหมือนเมืองศูนย์กลางทางเทคโนโลยีของอินเดีย บังกาลอร์ หรือเชนไน นั่นเอง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ เริ่มย้ายฐานงานเหล่านี้ไปยังพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนค่าจ้างพนักงานและค่าเช่าสถานที่
โมฮาน คูมาร์ คือหนึ่งในผู้ทำงานธุรกิจนี้และมีรายได้จากเทรนด์นี้ โดยเขาอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ในรัฐทมิฬนาฑูทางตอนใต้ของอินเดีย
เขากล่าวว่า หน้าที่ของเขาคือการทำ AI annotation (การติดป้ายข้อมูลให้เอไอ ) ซึ่งประกอบไปด้วยรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง, ติดป้ายกำกับ, และฝึกสอนโมเดลเอไอให้สามารถจดจำและคาดเดาวัตถุต่างๆ ได้ เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลเหล่านี้จะกลายเป็นกึ่งอัตโนมัติ จนระบบสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
เมื่อถูกถามว่า เขาคิดว่าตัวเองพลาดโอกาสอะไรหรือไม่ ที่ไม่ได้ทำงานในเมืองใหญ่? คูมาร์ตอบว่า ในแง่การทำงาน ไม่มีความแตกต่างเลย เพราะไม่ว่าจะอยู่เมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ เราก็ได้ทำงานกับลูกค้าระดับโลกกลุ่มเดียวกัน ทั้งจากสหรัฐฯ และยุโรป ทักษะและการฝึกอบรมที่ต้องใช้ก็เหมือนกัน
คูมาร์ทำงานให้กับบริษัท Desicrew ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเชนไน แต่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเทรนด์คลาวด์ฟาร์มมิ่ง มาตั้งแต่ปี 2005
ด้านมันนิวานัน เจ เค ซีอีโอของ Desicrew กล่าวว่า ตระหนักว่า แทนที่จะบีบให้คนต้องอพยพเข้าเมืองเพื่อหางาน เราสามารถนำงานไปสู่ที่ที่ผู้คนอาศัยอยู่ได้ ภารกิจของเราคือการสร้างอาชีพที่มีคุณภาพระดับโลกให้ใกล้บ้านผู้คนมากขึ้น
ปัจจุบัน 30-40% ของงานที่ Desicrew ทำเกี่ยวข้องกับเอไอ “แต่อีกไม่นาน คาดว่าสัดส่วนนี้จะโตเป็น 75 ถึง 100%
งานส่วนใหญ่ที่ว่าเป็นงาน “ถอดเสียง” (Transcription) หรือการเปลี่ยนไฟล์เสียงเป็นข้อความ เพราะเอไอเข้าใจข้อความได้ดีกว่าเสียง และเพื่อให้เอไอ ทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติ มันต้องถูกฝึกให้เข้าใจความหลากหลายในการพูดของมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่การถอดเสียงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก มันคือรากฐานให้เครื่องจักรเข้าใจและตอบสนองได้ในหลากหลายภาษาและบริบท
เจ เค ยืนยันว่าการทำงานในเมืองเล็กไม่ใช่ข้อเสียเปรียบ โดยแม้มักมีการคิดว่าชนบทคือพื้นที่ด้อยพัฒนา แต่ศูนย์ของเราไม่ต่างจากฮับไอทีในเมืองเลย ทั้งการเข้าถึงข้อมูลที่ปลอดภัย, อินเทอร์เน็ตที่เสถียร และไฟฟ้าที่ไม่ดับ สิ่งที่ต่างอย่างเดียวคือที่ตั้งเท่านั้น
เจเค ยังเผยข้อมูลน่าสนใจอีกว่า พนักงานราว 70% ของเขาเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นการช่วยให้พวกเธอได้การมีเงินเดือนครั้งแรกในชีวิต และมันช่วยยกระดับครอบครัวของพวกเธอ ทั้งความมั่นคงทางการเงินและการศึกษาของลูกๆ
อีกหนึ่งบริษัทผู้บุกเบิกคือ NextWealth ที่ก่อตั้งในปี 2008 ซึ่งปัจจุบันมีพนักงาน 5,000 คน กระจายอยู่ใน 11 ออฟฟิศตามเมืองเล็กๆ ทั่วอินเดีย
มิธิลี ราเมช ผู้บริหารของ NextWealth กล่าวว่า 60% ของบัณฑิตจบใหม่ในอินเดียมาจากเมืองเล็ก แต่บริษัทไอทีส่วนใหญ่กลับจ้างเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ นั่นทำให้ทางบริษัทมีกลุ่มคนเก่งๆ ที่ถูกมองข้ามอยู่อีกมหาศาล หลายคนเป็นบัณฑิตรุ่นแรกของครอบครัว พ่อแม่ของพวกเขาอาจเป็นชาวนา ช่างทอผ้า หรือตำรวจ เป็นครอบครัวที่ต้องกู้เงินเพื่อส่งลูกเรียน
สำหรับ NextWealth เริ่มจาก “หลังบ้าน” ของบริษัทต่างๆ แต่เมื่อ 5 ปีก่อนได้หันมาจับงานด้านเอไอ โดย มิธิลี ราเมช เชื่อว่า เอไอทุกโมเดล ตั้งแต่ระบบอย่าง ChatGPT ไปจนถึงการจดจำใบหน้า ล้วนต้องการข้อมูลที่ผ่านการติดป้ายกำกับโดยมนุษย์จำนวนมหาศาล และนี่คือกระดูกสันหลังของงานคลาวด์ฟาร์มมิ่ง
ด้านนักวิชาการด้านเทคโนโลยีวิเคราะห์ว่า Silicon Valley อาจกำลังสร้าง ‘เครื่องยนต์’ เอไอ แต่ ‘งานซ่อมบำรุง’ อันถือเป็นรายวันที่ทำให้เครื่องยนต์เหล่านั้นทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือ รวมไปถึงการอนุบาลและฝึกเอไอให้ทำงานได้ดี กลับมาจากอินเดีย
ทั้งนี้หากวงการ “ฟาร์มเอไอ” ในอินเดียขยายตัวขึ้นมา นอกจากช่วยให้อินเดียเป็นศูนย์กลางเอาท์ซอร์สด้านเอไอในอนาคต ซึ่งพัฒนามาจากเอาท์ซอร์สด้านไอทีและธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ในอดีตแล้ว ยังอาจทำให้บริษัทใหญ่ มาดึงตัวหรือจ้างงานชาวอินเดียมากขึ้น

พร้อมต่อเนื่องสู่การลงทุนสร้างสาขาหรือปีกธุรกิจ เหมือนที่ปีนี้ 3 บริษัทยักษ์เทคฯ ระดับโลก อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ก็เพิ่งจะประกาศลงทุนรวมกันเป็นเงินสูงถึง 26,800 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 877,000 ล้านบาท) เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์ และเอไอในอินเดีย / bbc, dw
