เส้นทางของ ดร.แสงสุข พิทยานุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์เดนทิสเต้ และสมูทอี เริ่มต้นจากครอบครัวค้าสมุนไพรจีนย่านเยาวราช เขาเรียนเภสัชศาสตร์ ก่อนต่อยอดด้วย MBA ที่สหรัฐฯ กลับมาทำงานในบริษัทยา และเปิดร้านขายยาของตัวเองที่สยาม ก่อนจะตัดสินใจก้าวสู่การสร้างธุรกิจของตัวเองอย่างจริงจัง
เขาไม่ได้เริ่มจากเงินทุนมหาศาล แต่เริ่มจาก “ความเชื่อในพลังของการตลาด” ว่าหากเข้าใจผู้บริโภคจริง ก็สามารถสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้
ตลอดทางเขาลองผิดลองถูก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งการผลิตเอง ทำ OEM และนำเข้าสินค้า จนค้นพบจุดยืนของตัวเอง
จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จจาก สมูทอี โฟมล้างหน้าที่ไม่มีฟอง
ในยุคที่ทุกคนเชื่อว่า “ฟอง = สะอาด” เขากลับตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมีฟอง และเลือกเดินสวนทาง ด้วยความเชื่อว่า “ถ้าของดีจริง ตลาดจะพิสูจน์เอง”
เขาให้ความสำคัญกับ R&D มาก ๆ ต้นทุนเท่าไรไม่ว่า แต่สินค้าต้องดี และผลลัพธ์ก็คือความสำเร็จที่พลิกเกมตลาดสกินแคร์ไทย
จากนั้นเขาตั้งโจทย์ใหม่ให้ชีวิตว่า “ถ้าเก่งจริง ต้องสร้างแบรนด์ระดับโลกให้ได้”
ยาสีฟันเดนทิสเต้ (Dentisté) จึงถือกำเนิดขึ้น แม้หลายคนมองว่ายาสีฟันเป็นตลาดที่ยากและมีเจ้าตลาดครองอยู่แล้ว
ช่วงแรกไม่ง่าย แทบไม่รอด ล้มเหลวอย่างหนัก ผลิต 100,000 หลอดแต่ขายไม่ได้ ต้องแจกทันตแพทย์กว่า 70,000 หลอด เพื่อขอคอมเมนต์กลับมาปรับปรุง แก้ไข จนประสบความสำเร็จ
สิ่งที่ได้คือบทเรียน และความเชื่อว่า ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ยังมีโอกาสชนะ
เดนทิสเต้เลือกยืนในตำแหน่งที่ไม่มีใครกล้าเล่น “พรีเมียมในตลาดแมส”
โดยตั้งราคาสูงกว่าตลาด 3–4 เท่า วางตัวเป็น “ยาสีฟันก่อนนอน” เชื่อมกับอินไซต์ลึก ๆ ของผู้บริโภคเรื่อง “ความมั่นใจยามใกล้ชิด”
แม้ช่วงแรก 7-Eleven จะปฏิเสธเพราะราคาสูงเกินไป แต่เมื่อยอดขายพิสูจน์ตัวเองได้ ก็กลายเป็นสินค้าขายดีในที่สุด
วันนี้ เดนทิสเต้ประสบความสำเร็จอย่างมากในเกาหลี ญี่ปุ่น และหลายประเทศในเอเชีย
ราคาขายสูงกว่าไทยหลายเท่า และถูกยกระดับเป็น “พรีเมียมแบรนด์จากไทย”
แล้ว “ลิซ่า” ก็เข้ามากระตุ้นความ “ปัง”
งานนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเขาไม่ได้จ่ายราคาค่าตัวของลิซ่า ค่าตัวของเธอได้มาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกันแบรนด์เดนทิสเต้ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในเกาหลีและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
เดนทิสเต้ต่อสัญญาลิซ่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์เป็นครั้งที่ 3 ในปี 2567 ตอกย้ำการเติบโตไปพร้อมกับซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
ปัจจุบัน รายได้บริษัทกว่า 2,000 ล้านบาท มากกว่า 60% มาจากเดนทิสเต้ ตลาดใหญ่ที่สุดคือเกาหลี รองลงมาคือไทย และญี่ปุ่น
ขณะเดียวกันยังขยายตลาดในกัมพูชา–พม่า พร้อมศึกษาสหรัฐฯ และเตรียมรุกอินโดนีเซีย
เส้นทางของ ดร.แสงสุข ไม่ได้เริ่มจากเงิน แต่มาจากความเชื่อที่ว่าคนที่ทำธุรกิจได้สำเร็จ 1% คือดวง 1% คือความสามารถ และอีก 98% คือ Never Give Up คือจิตใจที่ไม่ย่อท้อในการทำธุรกิจให้สำเร็จ