Let’s Relax จากร้านนวดเท้าข้างทาง สู่อาณาจักรสปาไทยหนึ่งเดียวในตลาดหลักทรัพย์ฯ
“ตอนเราเข้าตลาดหลักทรัพย์ใหม่ๆ มีคนพูดเยอะเลยครับ โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนและนักเล่นหุ้นว่า โห…เดี๋ยวนี้ร้านนวดห้องแถวก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้แล้วเหรอ?’
ณรัล วิวรรธนไกร กรรมการบริหารของบริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ Let’s Relax เคยเล่าให้ Marketeer ฟังว่า
Let’s Relax เริ่มต้นจากร้านนวดเท้าเล็ก ๆ ที่มีเพียงเก้าอี้ไม่กี่ตัว และบริการแค่นวดเท้าเพียงอย่างเดียวในไนท์พลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2541
ในวันที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่การท่องเที่ยวกลับเติบโต
จากเชียงใหม่ Let’s Relax ค่อย ๆ ขยายสู่พัทยา กรุงเทพฯ
และพัฒนาเป็นสปาเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ต้องการมากกว่าการนวดเท้า หลังจากนั้น เมื่อธุรกิจเริ่มแข็งแรง ความคิดในการเข้าตลาดหลักทรัพย์จึงชัดเจนขึ้น
เหตุผลคือ ในวันที่สปาเปิดกันมากมาย “การอยู่กลาง ๆ คือความเสี่ยง”
“ถ้าไม่เร็วพอ รายใหญ่จะกลืนถ้าไม่เฉียบพอ รายเล็กจะแย่งลูกค้า”
ดังนั้นการเข้าตลาดในปี 2557 ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุน แต่คือการสร้าง ความน่าเชื่อถือ ให้แบรนด์สปาไทย
Let’s Relax ไม่มองตัวเองเป็นร้านนวด
แต่มองตัวเองเป็น Experience Brand แบบ Starbucks ไม่ว่าสาขาไหน ลูกค้าต้องได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกัน Service Flow ต้องเหมือนกัน มาตรฐานต้องชัด
รวมทั้งต้องยึดแนวทางสร้างพอร์ตแบบร้านอาหารในเครือ iberry iberry ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย
Let’s Relax เลยเลือกแตก Sub-brand ตั้งแต่ “ระริน จินดา”จับกลุ่มลูกค้าลักชัวรีในโรงแรม แบรนด์ ” บ้านสวน” สำหรับชานเมืองและเมืองรอง
ไปจนถึงกลุ่ม Wellness & Preventive Medicine เช่น Stretch Me, Let’s Relax Onsen, WellnessMe Clinic
Key Success ที่ทำให้ Let’s Relax โตได้จริง
1.คุมคุณภาพครบวงจร ตั้งแต่การฝึกเทอราปิสต์ถึงผลิตภัณฑ์
2.Positioning ชัด “มาตรฐานแบบร้านหรู ในราคาที่เข้าถึงได้”
3.ใช้ Soft Power ไทย ชู “นวดไทย” ในฐานะมรดกโลก
4.สาขาหลากหลายกว่า 60 แห่ง ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์
5.ใช้ Data เข้าใจลูกค้าเชิงลึก ไม่ขายแบบเหมารวม
ณรัล ยึดเอาData เป็นหัวใจของประสบการณ์ เช่นในปี 2566 Let’s Relax ให้บริการกว่า 1.3 ล้านครั้งต่อปี
ทุกครั้งลูกค้าจะทิ้งข้อมูลผ่าน Spa App ทำให้แบรนด์รู้จริงว่า ลูกค้าแต่ละชาติ มี “รสนิยมการนวด” ต่างกัน
ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปออกแบบแพ็กเกจ ตั้งแต่ Office Syndrome Program ไปจนถึง Wellness เฉพาะบุคคล
จาก Mass Premium สู่ Luxury Wellness Let’s Relax เริ่มขยับเข้าสู่ห้างหรู Central Embassy, Central World, Central Park, EmQuartier
รวมทั้ง Onsen วิวสนามม้า ที่ Grand Centre Point ราชดำริ แม้กำไรต่อสาขาอาจลดลง แต่สิ่งที่ได้คือ Brand Value ระยะยาว
ปี 2567 บริษัทมีรายได้ 1,673 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 309 ล้านบาท สูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้ง
Let’s Relax พิสูจน์ว่า ธุรกิจบริการ ถ้าคิดเป็นระบบ สร้างแบรนด์จริงเข้าใจ และฟังลูกค้าให้ลึกพอ
ก็สามารถเติบโตได้ไกลกว่าที่ใครเคยคิด
“บางครั้งอินไซต์จริง ๆ ไม่ได้อยู่ในรายงานแต่อยู่ในบทสนทนาธรรมดา ยิ่งฟังเร็ว ยิ่งปรับตัวได้ไว”
