ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูยุทธศาสตร์ ‘4 Big Moves’ พลิกโฉมสู่องค์กร AI-First ผ่านการยกระดับเครือข่าย 5G, เจาะกลุ่มครอบครัวและองค์กร, ขับเคลื่อนด้วย AI และอัปสกิลบุคลากร เพื่อยกระดับการแข่งขันระดับโลก พร้อมยืนยันการปรับลดสัดส่วนหุ้นของเครือ CP และเทเลนอร์ ไม่กระทบการบริหาร แต่จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งผ่านการผนึกกำลังกับธุรกิจในเครือ CP ต่อไป

คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประกาศยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของโลกดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยในทุกระดับ
เริ่มจากระดับบุคคลที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจาก 48% ในปี 2015 เป็น 95% ในปี 2025 และใช้เวลาหน้าจอเฉลี่ยจาก 5.5 ชั่วโมงต่อวัน ในปี 2015 เป็น 8 ชั่วโมงต่อวัน ในปี 2025
ทั้งการใช้งานดาต้าพุ่งขึ้นจาก 5 GB ต่อหมายเลขต่อเดือน ในปี 2015 เป็น 29 GB ต่อหมายเลขต่อเดือน ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบเท่าตัว ขณะที่การใช้งาน AI ในปี 2025 ก็เติบโตถึง 4 เท่าจากปี 2024
ในส่วนของระดับครัวเรือน อุปกรณ์อัจฉริยะ (IoT) ทั่วโลกกว่า 3.3 พันล้านชิ้นกำลังขยายตัวเชื่อมต่อเข้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในบ้าน
สำหรับระดับธุรกิจพบว่าแม้ SME ไทย 73% จะมีแผนใช้ AI แต่มีเพียง 18% ที่ใช้งานจริง ประกอบกับสัดส่วนรายได้กลุ่ม B2B ของโทรคมนาคมไทยที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย จึงสะท้อนถึงโอกาสการเติบโตที่ยังมีอีกมหาศาล
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยกระจายการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับประเทศสู่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารในภาคใต้ อุตสาหกรรมแอนิเมชันในภาคเหนือ และกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ที่เติบโตกว่า 4 แสนรายในภาคอีสาน
ทรูจึงเล็งเห็นว่าการดำเนินธุรกิจโทรคมนาคมแบบเดิมนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรจึงต้องพลิกวิธีคิดใหม่ ก้าวข้ามจากการเติบโตด้วยการเพิ่มปริมาณผู้ใช้งาน สู่การสร้างคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น
การออกแบบยุทธศาสตร์ทรู คอร์ปอเรชั่นในครั้งนี้ ทรูมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนการมองลูกค้าแบบมวลชนไปสู่การเข้าใจลูกค้าแบบรายคนในระดับ ‘Nano-Cluster’ ผ่านทิศทางหลัก 4 ประการ ที่ปรับมาเพื่อให้เหมาะสมกับการแข่งขันในโลกอนาคต
1.Big Move ด้านประสบการณ์ (Experience)
ทรูมุ่งยกระดับศักยภาพเครือข่ายสู่ ‘5G Plus’ ด้วยกลยุทธ์การผสานคลื่นความถี่ (Multi-Band Aggregation) โดยนำคลื่น 2300 MHz ที่ได้เพิ่มมา 10 MHz มาให้บริการทั้ง 5G และ 4G ร่วมกับคลื่น 2600 MHz, 700 MHz และเทคโนโลยี Massive MIMO พร้อมจัดสรรคลื่น (Refarming) เพื่อขยายพื้นที่ 5G
ซึ่งผลลัพธ์จากการผสานคลื่นช่วยดันความเร็วดาวน์โหลดทะลุ 1,600 Mbps หรือเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า พร้อมเพิ่มความครอบคลุมและหนาแน่นของสัญญาณให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ทรูยังเป็นผู้ให้บริการรายแรกที่บุกเบิกนำคลื่น 1500 MHz มาใช้เป็นคลื่นเสริม (Supplementary band) เพื่อเพิ่มความจุของเครือข่ายและรองรับการใช้งานดาต้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างลื่นไหล
โดยบริษัทมีแผนเดินหน้ายกระดับโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง สู่เป้าหมายพื้นที่สัญญาณคุณภาพสูงสุด (Deep Blue Coverage) ทั่วประเทศ
การนำพอร์ตโฟลิโอคลื่นความถี่มาผสานกันในครั้งนี้ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ทรูสามารถส่งมอบประสบการณ์ 5G ที่เร็ว แรง และไร้รอยต่อที่สุดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2.Big Move ด้านการเติบโต (Growth)
ทรูปรับยุทธศาสตร์ในกลุ่มลูกค้าทั่วไปจากการ ‘ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล’ สู่การ ‘ชนะใจทั้งครอบครัว’ ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่นำบริการมือถือและบรอดแบนด์มารวมกัน
พร้อมขยายบริการที่เหนือกว่าการเชื่อมต่อ (Beyond Connectivity) เช่น โซลูชัน Home AI, แพลตฟอร์มความบันเทิงระดับพรีเมียม และบริการความปลอดภัยไซเบอร์
ส่วนในกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร (B2B) ทรูเดินหน้าเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ สู่การเป็นพันธมิตรด้านโซลูชันดิจิทัลที่องค์กรไว้วางใจ ภายใต้กรอบ BASIC5 ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีอย่าง Big Data, AI, Security, Cloud และ 5G
3.Big Move ด้าน AI
ทรูได้วางยุทธศาสตร์ให้องค์กรเป็น AI-First Organization โดยกำหนดให้ AI เป็นหัวใจสำคัญในทุกกระบวนการธุรกิจ ทั้งการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อมอบบริการแบบ Hyper-Personalization ที่ตรงใจที่สุด หรือ Right Offer, Right Channel, Right Moment
นอกจากนี้ ทรูยังมุ่งเป็นผู้นำด้าน Responsible AI ในภูมิภาค และตั้งเป้ายกระดับทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยมากกว่า 12 ล้านคน
4.Big Move ด้านบุคลากร (People)
ทรูเชื่อว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรม จึงตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะให้พนักงาน 100% มีทักษะพื้นฐานด้าน AI พร้อมเปิดตัวทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุนสำหรับการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่น่าทำงานที่สุด
จากทิศทางทั้งหมดนี้ ซิกเว่เน้นย้ำว่าการแข่งขันในปัจจุบันดุเดือดขึ้นมาก คู่แข่งที่แท้จริงไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมด้วยกันอีกต่อไป แต่คือแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix, Google, Apple
ซึ่งจุดชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงต่อจากนี้คือ การลงมือปฏิบัติว่าใครจะสามารถสร้างคุณค่าได้ดีกว่ากัน ทรูจึงเตรียมปรับมาตรวัดความสำเร็จจากการดูรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) มาเป็นการมุ่งเน้นรายได้เฉลี่ยต่อบัญชี (ARPA) แทน
ในส่วนของประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ได้มีการปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นลง และกลุ่มเทเลนอร์ได้ทำข้อตกลงขายหุ้น TRUE จำนวน 24.95% ให้กับบริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ของ ‘คุณศุภชัย เจียรวนนท์’ ซึ่งถือเป็นการเตรียมถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ของ ศุภชัย เจียรวนนท์ ซื้อหุ้นของเทเลนอร์ในทรู คอร์ปอเรชั่น
ซิกเว่ชี้แจงชัดเจนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในระดับบนเท่านั้น ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อทิศทาง นโยบาย หรือการบริหารงานของบริษัท
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่ได้ลดทอนความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในทางกลับกัน ทรูเตรียมเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยการผนึกกำลังทำงานร่วมกับธุรกิจชั้นนำในเครือ CP ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ทั้งเซเว่น อีเลฟเว่น, ทรูมันนี่, แม็คโคร, โลตัส รวมถึงธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ที่มีแผนจะเปิดตัวในปีนี้ เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Tech-Telco ที่สามารถเชื่อมต่อบริการด้านการสื่อสาร เทคโนโลยี และการเงินดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์
