ปี 2025 ถือเป็นปีทองของ BYD ที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ไล่ตามมาอย่างยาวนาน ด้วยการแซงหน้าคู่แข่งอันดับหนึ่งของโลกได้สำเร็จ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา BYD ค่ายรถอีวีจีนทำยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยเริ่มต้นจากประมาณ 911,000 คันในปี 2022 พุ่งทะยานสู่ 1.57 ล้านคันในปี 2023 และขยับขึ้นเป็น 1.76 ล้านคันในปี 2024 จนกระทั่งในปี 2025 ยอดขายพุ่งสูงถึง 2.26 ล้านคัน

ในทางตรงกันข้าม Tesla ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ กลับเผชิญกับสภาวะขาลงอย่างน่าใจหาย โดยในปี 2022 เคยทำยอดขายได้ประมาณ 1.31 ล้านคัน และขึ้นไปแตะระดับ 1.80 ล้านคันในปี 2023 แต่หลังจากนั้นยอดขายกลับเริ่มหดตัวลงเหลือประมาณ 1.78 ล้านคันในปี 2024 และลดลงต่อเนื่องจนเหลือเพียง 1.63 ล้านคัน ในปี 2025

ตัวเลขเหล่านี้ส่งผลให้ BYD สามารถสลัดภาพลักษณ์ “เบอร์ 2” ที่ต้องไล่ตามหลัง Tesla มานานหลายปี ขึ้นมาเป็นค่ายรถที่มียอดขายรถอีวียนต์มากสุดในโลกได้สำเร็จ ขณะที่ Tesla นอกจากจะประสบสภาวะยอดขายถดถอยติดต่อกันแล้ว ยังต้องเสียตำแหน่งแชมป์และหล่นมาอยู่อันดับ 2 อีกด้วย

สิ่งที่ทำให้ BYD โดดเด่นกว่าค่ายรถอื่นในปี 2025 คือการนำระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ God’s Eye มาติดตั้งในรถยนต์แทบทุกรุ่น ไม่เว้นแม้แต่รุ่นราคาประหยัด ซึ่งเป็นการทลายกำแพงเทคโนโลยีที่เดิมทีจำกัดอยู่เฉพาะในรถหรูราคาแพงเท่านั้น

ขณะที่ Tesla ยังคงพยายามผลักดันระบบขับขี่อัตโนมัติในรูปแบบซอฟต์แวร์เสริมที่มีราคาสูง แต่ BYD กลับเลือกทำให้เป็นฟังก์ชันมาตรฐานเพื่อสร้างฐานข้อมูลการขับขี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลยุทธ์นี้ช่วยให้ BYD ไม่เพียงชนะในเชิงปริมาณ แต่ยังก้าวข้าม Tesla ในด้านนวัตกรรมที่เข้าถึงผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้จริง

นอกจากนี้ BYD การที่รากฐานจากการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ ยังถือเป็นข้อได้เปรียบ เพราะสามารถควบคุมต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานได้เองเกือบทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทยังคงทำกำไรและรักษาการเติบโตได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามราคารถอีวีที่ทวีความรุนแรง

ในทางกลับกัน Tesla ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ทั้งจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งตัดเงินสนับสนุนรถอีวี และผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยมลพิษ ซึ่งกระทบต่อยอดขายในสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดหลักโดยตรง

ซ้ำร้ายความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง อีลอน มัสก์ และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงกลางปี 2025 รวมถึงจุดยืนทางการเมืองของมัสก์ที่เปลี่ยนไป ได้สร้างกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ถึงขั้นมีการรวมกลุ่มคนขับ Tesla ที่ไม่สนับสนุนมัสก์ และทำให้สติ๊กเกอร์ที่มีเนื้อหาต่อต้านเขามียอดขายพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ

ชัยชนะของ BYD ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่ายุคสมัยแห่งการครองตลาดของ Tesla ได้จบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วย BYD ที่พิสูจน์ว่านวัตกรรมควรมาพร้อมกับราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนว่าผู้นำองค์กรควรระมัดระวังในการเข้าไปพัวพันกับประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของมูลค่าทางธุรกิจ Tesla ยังคงครองตำแหน่งบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกที่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 44 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่าบริษัทรถยนต์ 30 อันดับถัดไปรวมกัน เนื่องจากนักลงทุนยังคงวางเดิมพันว่า อีลอน มัสก์ จะสามารถเปลี่ยนผ่าน Tesla ให้กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านหุ่นยนต์และเอไอได้ในอนาคต / theguardian, insideevs


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer