ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่อยู่บนความไม่แน่นอน การใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยได้รับผลกระทบอย่างสูง แต่ไม่ใช่กับ ‘ตลาดของเล่นไทย’ ที่ยังคงเติบโต โดยกลุ่ม ‘Kidults’ และ ‘อาร์ตทอย’ มีอิทธิพลอย่างสูงในการขับเคลื่อนตลาด จนกลายเป็นกระแสความต้องการสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

ซึ่งการกลับมาขยายตัวอีกครั้งของตลาดของเล่นไทย หลังชะลอตัวลงไปชัดเจนในช่วงวิกฤตโรคระบาด ไม่เพียงจำกัดอยู่เฉพาะตลาดในประเทศ แต่ทำให้การส่งออกของเล่นไทยกลับมาเติบโตควบคู่กันไปด้วย

ตลาดส่งออกของเล่นไทย

เติบโตสนุกสนาน จนแตะ 10,000 ล้าน

ปี ค.ศ. มูลค่าตลาดส่งออกของเล่นไทย / ล้านบาท อัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
2021 8,000 30%
2022 9,600 20%
2023 10,000 10%
2024 10,700 8%
2025 11,500 10%
ตลาดส่งออกหลัก สัดส่วนตลาด
สหรัฐอเมริกา 80%
ตลาดอื่น ๆ นำโดย ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรป และประเทศในกลุ่มอาเซียน 20%
ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, สมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กไทย / มกราคม 2026

การกลับมาเติบโตอีกครั้งของตลาดส่งออกของเล่นไทย ตั้งแต่ช่วงปี 2021 มาจากปัจจัยส่งเสริมอย่างการที่ผู้บริโภคทั่วโลกใช้เวลาอยู่ติดบ้านมากขึ้นในช่วงโรคระบาด และสถานการณ์จีนที่ปกติครองสัดส่วนใหญ่กำลังชะงัก ไทยจึงมีช่องว่างในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดส่งออก ก่อนที่จะขยายตัวจนมูลค่าแตะ 10,000 ล้านบาท มาตั้งแต่ปี 2023 

โดยการเติบโตต่อเนื่องของตลาดส่งออกของเล่นไทย สามารถมองว่ามาจากปัจจัยส่งเสริมของสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

1. กระแส Kidult ที่มาจากคำว่า Kid (เด็ก) + Adult (ผู้ใหญ่) หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความนิยมในการสะสมของเล่นและมีกำลังซื้อสูง และแบรนด์ธุรกิจอาร์ตทอยข้ามชาติที่มี IP คาแรกเตอร์ยอดนิยมระดับโลก ได้วางไทยเป็นหัวหาดสำคัญในการมาเจาะตลาดอาเซียน ส่งเสริมให้ศิลปินนักออกแบบของเล่นคนไทย เริ่มมีชื่อเสียงในตลาดต่างประเทศไปด้วยจากการได้มาคอลแล็บส์กับแบรนด์ หรือสร้างการรับรู้คาแรกเตอร์ที่ออกแบบโดยศิลปินไทยเอง เกิดมูลค่าทางวัฒนธรรมและการส่งออกในกลุ่มของเล่นไทยให้เติบโตมากกว่าการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต

2. ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ส่งผลให้สหรัฐฯ ซึ่งเดิมก็เป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของตลาดส่งออกของเล่นไทย อยู่ที่ราว 80% หันมาสั่งผลิตจากโรงงานในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่กลุ่มของเล่นทำจากไม้

3. เทรนด์ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญกับของเล่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มของเล่นเสริมพัฒนาการ ก็สอดคล้องกับจุดแข็งของผู้ผลิตของเล่นไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องของเล่นวัสดุจากไม้และยางพาราที่มีคุณภาพ

4. ในสัดส่วนตลาดส่งออกอื่น ๆ ราว 20% นำโดย ญี่ปุ่น, อินเดีย, สหภาพยุโรป ได้มีความเข้มงวดในมาตรฐานความปลอดภัยสินค้า เปิดทางให้ของเล่นไทยที่มีมาตรฐานการผลิตสูงเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มของเล่นไม้ และของเล่นพัฒนาการเรียนรู้ในกลุ่ม STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) ตลอดจนกลุ่มสินค้าลิขสิทธิ์และงานดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟก็ทำงานได้ดีในกลุ่มประเทศดังกล่าว

5. ตลาดส่งออกของเล่นในกลุ่มประเทศอาเซียน ถือเป็นตลาดศักยภาพใหม่ของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับของเล่นส่งเสริมพัฒนาการ อย่างสองประเทศหลัง ยังมีสัดส่วนประชากรเด็กและคนรุ่นใหม่จำนวนสูง ทั้งการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบความตกลงกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยมีต้นทุนการนำเข้ามาทำตลาดที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากกลุ่มประเทศนอกภูมิภาค


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer