ย่าน “ฮานอย เทรน สตรีท” (Hanoi Train Street) ของกรุงฮานอยของเวียดนาม หรือที่เรียกในภาษาเวียดนามว่า ฟุงฮึง” (Phung Hung) และ “กัมเทียน” (Kham Thien) ในเขตฮว่านเกี๋ยม ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดเช็คอินยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเวียดนามเท่านั้นแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่และความร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ 

รางรถไฟสายนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี โดยเริ่มก่อสร้างในปี 1902 ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เพื่อเชื่อมต่อกรุงฮานอยกับเมืองท่าไฮฟอง และเดิมทีพื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงย่านที่พักอาศัยหนาแน่นที่ชาวบ้านสร้างบ้านเรือนประชิดขอบรางเพื่อประหยัดพื้นที่ ซึ่งทำให้ผู้คนใช้ชีวิตประจำวันอยู่เคียงข้างขบวนรถไฟที่วิ่งผ่านหน้าประตูบ้านในระยะไม่กี่นิ้วเป็นภาพชินตา

ความโด่งดังของย่านฟุงฮึงเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2017-2018 เมื่อพลังของโซเชียลมีเดีย และเมื่อดังไปทั่วโลก็เปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้านให้กลายเป็นธุรกิจ นำมาสู่การเปิดคาเฟ่เก๋ๆ กว่า 30 แห่งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความตื่นเต้นของการจิบกาแฟในระยะประชิดกับรางรถไฟและสัมผัสการจิบกาแฟขณะที่รถไฟแล่นผ่าน 

ปัจจุบันย่านนี้กลายเป็น 1 ใน 3 จุดเช็คอินยอดนิยมที่สุดของกรุงฮานอย โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา ฮานอยต้อนรับนักท่องเที่ยวรวมกว่า 31 ล้านคน และในย่านริมรางแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเฉลี่ยหลายพันคนต่อวัน สร้างรายได้มหาศาลให้กับชุมชน

ทว่ามาปี 2026 เสน่ห์ดังกล่าวกลับกลายเป็นข่าวขึ้นมา เมื่อฝ่ายปกครองของกรุงฮานอยเสนอแผนระงับการเดินรถไฟผ่านพื้นที่ใจกลางเมืองเพื่อความปลอดภัย ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานรถไฟ

เรื่องนี้ก่อเกิดเป็นปมขัดแย้งเมื่อฝ่ายปกครองกรุงฮานอยเสนอให้รถไฟสายใต้สิ้นสุดการเดินทางที่สถานีฮานอย และรถไฟสายเหนือสิ้นสุดที่สถานีเกียลัม ซึ่งจะทำให้ขบวนรถไฟไม่สามารถวิ่งผ่านช่วงสะพานลองเบียนและย่านคาเฟ่ริมรางได้อีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าในที่สุด คาเฟ่ริมรางรถไฟเหล่านี้อาจต้องปิดตัวไปด้วย 

แม้ในปัจจุบันจะมีการกวดขัน แต่ย่านนี้ยังคงเปิดรับนักท่องเที่ยวภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด โดยนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินเข้าไปในรางได้เองได้ แต่ต้องมี “เจ้าของร้านคาเฟ่” ออกมารับที่จุดคัดกรอง เพื่อเข้าสู่ที่นั่งในเขตปลอดภัยของร้านเท่านั้น หลังมีข่าวผู้ได้รับบาดเจ็บจากการเฉียดโดนรถไฟชน และคลิปโต๊ะเก้าอี้ของบางร้านที่ยกออกไม่ทันถูกรถไฟทับปรากฏออกมาอยู่เนื่องๆ 

สำหรับช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวมักมารวมตัวกันมากที่สุดคือช่วงที่มีรถไฟวิ่งผ่าน โดยมีตารางเวลาโดยประมาณคือ วันจันทร์ – ศุกร์ มักมีขบวนรถผ่านในช่วงค่ำ (19:00 น. เป็นต้นไป)

ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์ จะเป็นช่วงที่คึกคักที่สุด มีรถไฟผ่านหลายรอบตั้งแต่ช่วงมื้อกลางวัน เช่นช่วงเวลาประมาณ 11:30 น., 15:15 น., 17:30 น. และช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงนาทีทองที่นักท่องเที่ยวเฝ้าคอย

อย่างไรก็ตามข้อเสนอยกเลิกเส้นทางนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากกรมทางรถไฟเวียดนาม เนื่องจากจะสร้างความยากลำบากแก่ผู้โดยสารหลายพันคนต่อวัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและครอบครัวที่มีเด็กเล็กที่ต้องต่อรถทางบกข้ามเมืองเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร

ด้าน นายเหงียน วัน เกวียน ประธานสมาคมขนส่งรถยนต์แห่งเวียดนาม เตือนว่าการถอดรถไฟออกจะทำให้แลนด์มาร์คสำคัญอย่างสะพานลองเบียนสูญเสียจิตวิญญาณไปทันที แม้ปัญหาความปลอดภัยจะยังเป็นเรื่องวิกฤตจากพฤติกรรมเสี่ยงของนักท่องเที่ยวก็ตาม

ในเมื่อเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ เพราะต้องชั่งน้ำหนักว่า ความปลอดภัย หรือ การรักษารากเหง้าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวจะสำคัญกว่ากัน ทว่าก็มีการวิเคราะห์กันว่าการแก้ปัญหาด้วยการหยุดเดินรถไฟอาจเป็นการแก้ที่ปลายเหตุและสร้างปัญหาใหม่ในระบบขนส่งแทน 

ดังนั้นทางออกที่เหมาะสมจึงควรเป็นการยกระดับมาตรการความปลอดภัยและการจัดระเบียบร้านค้าให้รัดกุมเพื่อให้ขบวนรถไฟประวัติศาสตร์และคาเฟ่ริมรางในย่านฟุงฮึงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทำให้เสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของกรุงฮานอยต้องเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย  / channelnewsasia 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer