เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปี 2568 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงภาพเมืองจมน้ำ แต่ยังสร้างรอยแผลลึกให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารใน “หาดใหญ่” เมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ ตั้งแต่ร้านระดับตำนานที่อยู่คู่เมืองมานานหลายทศวรรษ ไปจนถึงร้านเล็กที่เพิ่งเริ่มสร้างฐานลูกค้าได้ไม่นาน
บทความนี้ชวนมองความเสียหายผ่านร้านอาหาร 2 ร้าน ต่างขนาด ต่างโมเดลธุรกิจ เพื่อสะท้อนว่า “น้ำท่วมครั้งเดียว” ส่งแรงสั่นสะเทือนไปไกลกว่าที่คิด
ร้าน “อ้า” น้ำท่วมมิดครัว 3.9 เมตร เสียหายกว่า 2 ล้าน แต่ยังไม่ขึ้นราคา แม้ต้นทุนจะเพิ่ม
ร้าน “อ้า” ร้านอาหารเก่าแก่ของหาดใหญ่ที่เปิดมากว่า 40 ปี ต้องเผชิญน้ำท่วมสูงถึง 3.9 เมตร มิดชั้น 1 ซึ่งเป็นทั้งครัวและพื้นที่ประกอบกิจการ ส่งผลให้ความเสียหายรวมมากกว่า 2 ล้านบาท
คุณเอกรัฐ แซ่ล้อ เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า เงินเก็บกว่า 1.5 ล้านบาท ถูกนำมาใช้ฟื้นฟูร้านจนหมด ตั้งแต่โครงสร้าง อุปกรณ์ ไปจนถึงจานชามที่ต้องซื้อใหม่ โดยเฉพาะค่าจานชามเพียงอย่างเดียวก็สูงเกิน 180,000 บาท
วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ร้านได้กลับมาเปิดอีกครั้งและเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการที่ลูกค้าค่อย ๆ กลับมา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ตั้งใจเข้ามาเที่ยวและเข้ามาดูสภาพเมืองหลังน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้ยังกลับมาไม่เต็มที่ เนื่องจากความกังวลเรื่องความสะอาดของพื้นที่ น้ำ และความปลอดภัยโดยรวม
แม้ปัจจุบันรายได้จะฟื้นกลับมาแล้วเกือบ 50% แต่ต้นทุนกลับปรับตัวสูงขึ้น จากราคาวัตถุดิบในเมืองที่แพงขึ้นหลังน้ำท่วม อย่างไรก็ดี ร้านยังคงเลือก ไม่ปรับขึ้นราคา เพื่อไม่ซ้ำเติมลูกค้าในช่วงที่ทุกฝ่ายยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว
ก่อนเกิดเหตุ ร้าน “อ้า” พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติ 60% และคนไทย 40% ซึ่งลูกค้าต่างชาติมียอดใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยสูงถึง 2,500 บาท ขณะที่ลูกค้าชาวไทยอยู่ที่ราว 800–1,000 บาท
ปัจจุบันจำนวนลูกค้ายังไม่ถึงครึ่งของช่วงปกติ และคาดหวังว่ายอดขายจะกลับมาใกล้เคียงเดิมได้ในช่วงตรุษจีน
นอกจากการฟื้นธุรกิจ คุณเอกรัฐยังส่งเสียงถึงภาครัฐ โดยอยากเห็น แนวทางการจัดการปัญหาน้ำท่วมที่ชัดเจนและยั่งยืน เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญความเสียหายในลักษณะนี้ซ้ำอีก
“ตะแคงชาม” พักหน้าร้าน แต่ไม่พักขาย เลือกสู้ต่อบนแอปเดลิเวอรี
อีกด้านหนึ่งคือ “ตะแคงชาม เตี๋ยวต้มยำโบราณ” ร้านขนาดเล็กที่เปิดมาได้เพียง 2 ปี ซึ่งก่อนน้ำท่วมสามารถทำกำไรได้ถึงวันละ6,000–10,000 บาท
แต่เมื่อร้านเจอน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร เข้ามิดร้านและด้วยความที่ร้านถูกตกแต่งด้วยสไตล์ไม้ จึงทำให้ความเสียหายรุนแรงกว่าที่คาดไว้
ด้วยภาระค่าซ่อมแซมที่เกินกำลังจะรับไหว คุณฐิติกาญจน์ จตุรพิตร หรือ “คุณจูน” เจ้าของร้าน ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาในทำเลเดิม และพักการขายแบบหน้าร้านไว้ก่อน
ทางรอดในระยะสั้นคือการหันมาขายผ่าน LINE MAN Cloud Kitchen ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งปัจจุบันทำกำไรได้ราว 2,000–3,000 บาทต่อวัน แม้รายได้จะลดลงอย่างชัดเจน แต่ช่วยให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปและไม่หายไปจากตลาด
เมื่อถูกถามว่าร้านจะกลับมาเปิดเต็มรูปแบบได้อีกหรือไม่ คุณจูนตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยังไม่แน่ใจ” และประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาราว 1 ปี กว่าจะฟื้นตัวได้จริง
หลังน้ำท่วม โมเดลการทำงานของร้านเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่เคยมีพนักงานประจำและพาร์ทไทม์รวม 4 คน เหลือเพียงคุณจูนและแฟนช่วยกันทำเอง เมนูถูกลดลงเหลือเฉพาะก๋วยเตี๋ยว จากเดิมที่เคยขายหลากหลายเมนู ทั้งยำและข้าวขาหมู เพื่อให้เหมาะกับสเกลการขายและต้นทุนที่จำกัด
เช่นเดียวกับร้าน “อ้า” คุณจูนเลือก ไม่ขึ้นราคา ด้วยความเข้าใจว่าลูกค้าเองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมไม่ต่างกัน
ในมุมของข้อเรียกร้อง คุณจูนอยากเห็นภาครัฐเข้ามาช่วยฟื้นภาพลักษณ์หาดใหญ่ในฐานะ “เมืองของกิน” อีกครั้ง ผ่านการดึงอีเวนต์อาหารและนักท่องเที่ยวกลับเข้าพื้นที่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมืองหาดใหญ่เคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางจัดงานอาหารระดับประเทศ
ฟื้นร้านคือหน้าที่ผู้ประกอบการ แต่ฟื้นเมืองยังต้องพึ่งนโยบาย
กรณีของร้าน “อ้า” และ “ตะแคงชาม” สะท้อนชัดว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเงินที่เสียหาย แต่ยังรวมถึง ต้นทุนการฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และความอยู่รอดของธุรกิจรายเล็ก
ในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องควักเงินเก็บเพื่อฟื้นร้าน และปรับโมเดลธุรกิจด้วยตัวเอง สิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงการเยียวยาระยะสั้น แต่คือ การจัดการน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ และการฟื้นเศรษฐกิจเมืองให้เดินต่อได้จริงในระยะยาว
เพราะสุดท้ายแล้ว หากเมืองยังไม่ฟื้น ร้านอาหารก็ยากจะกลับมาแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นร้านใหญ่หรือร้านเล็กก็ตาม
