เปิดปี 2026 มาได้ไม่ทันไร ก็เกิดข่าวใหญ่ในวงการเทคโนโลยีและตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกบ้านต้องมี นั่นคือ Sony ตัดสินใจจับมือกับ TCL จัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยที่ Sony ยอมให้ TCL ถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า คือ 51% ต่อ 49%

ดีลนี้เต็มไปด้วยประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นแรกคือเป็นการตอกย้ำถึงภาวะถดถอยของ Sony และแบรนด์ญี่ปุ่น ซึ่งสวนทางกับขาขึ้นของแบรนด์จากจีนอย่างชัดเจน

ประเด็นต่อมาคือพัฒนาการอันก้าวกระโดดของ TCL แบรนด์ที่เคยถูกมองข้ามมานานหลายสิบปี แต่ปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์โทรทัศน์ที่มียอดขายอันดับต้นๆ ของโลก จนล่าสุดสามารถเข้าควบรวมส่วนธุรกิจโทรทัศน์ของแบรนด์ระดับตำนานได้สำเร็จ

TCL เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทผลิตเทปคาสเซตต์ในจีน ก่อตั้งโดย Li Dongsheng และ Luca Situ ภายใต้ชื่อเดิมว่า TTK ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น TCL ในอีก 3 ปีต่อมา เพื่อลดความสับสนและหลีกเลี่ยงปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญากับ TDK บริษัทผู้ผลิตเทปชื่อดังในขณะนั้น โดยในช่วงแรก TCL ย่อมาจาก “Telecom Corporation Limited”

ต่อมาในปี 1990 TCL ได้รุกเข้าสู่ตลาดโทรทัศน์ เนื่องจากผู้บริหารต้องการสร้างแบรนด์จีนให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก และมุ่งหวังที่จะลดช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างแบรนด์จีนกับแบรนด์ต่างชาติ

แม้ในช่วงแรก TCL จะเติบโตด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง พร้อมเร่งพัฒนาเทคโนโลยีผ่านการเข้าซื้อธุรกิจโทรทัศน์ของแบรนด์ยุโรปอย่าง Schneider และ Alcatel รวมถึงการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้จากการรับจ้างผลิต (OEM) จอ LCD ให้กับ Samsung ขณะเดียวกันก็ได้ขยายไลน์สินค้าไปยังเครื่องซักผ้าและเครื่องปรับอากาศ 

แต่ถึงอย่างนั้นผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่ให้การยอมรับเท่าที่ควร แม้จะมีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในปี 2014 โดยเปลี่ยนความหมายของชื่อเป็น “The Creative Life” ก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อแบรนด์เก่าแก่จากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ยอดขายลดลงจนเหลือเพียงกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ยังยึดติดกับแบรนด์และยอมจ่ายในราคาสูง ในขณะที่ชั้นวางเครื่องใช้ไฟฟ้าตามห้างสรรพสินค้าทั่วโลกถูกแทนที่ด้วยแบรนด์จีนอย่าง Hisense และ TCL ซึ่งมีจุดแข็งสำคัญคือ “ราคา” ที่ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในปี 2024 TCL ลบภาพจำแบรนด์ระดับล่างได้สำเร็จด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 24 ล้านเครื่อง และในปี 2025 ก็ก้าวขึ้นสู่แบรนด์โทรทัศน์ที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 2 ของโลก สวนทางกับ Sony ที่ยังอยู่ในช่วงขาลง โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อมีนาคม 2025 ระบุว่ายอดขายทั่วโลกลดลงอีก 9.6%

สถานการณ์บีบคั้นนี้เองที่นำไปสู่ดีลร่วมทุนระหว่าง TCL และ Sony แม้แบรนด์ “Bravia” จะยังมีวางจำหน่ายต่อไปเพื่อสานต่อตำนานประวัติศาสตร์ของ Sony ที่เริ่มจากแบรนด์ “Trinitron” เมื่อปี 1950 แต่ก็น่ากังวลว่าท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัด ราคาที่ค่อนข้างสูงของ Bravia อาจทำให้ Sony ยืนหยัดอยู่ในตลาดนี้ได้อีกไม่นาน

ต่างจาก TCL ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกผ่านทางลัดทางการค้า ทั้งการดูดเทคโนโลยีแบรนด์อื่นและการทำราคาที่เข้าถึงง่าย ในยุคที่โทรทัศน์เปลี่ยนโฉมจากจอรับภาพแบบเดิมไปสู่ “Smart Device” ที่รองรับทั้งสัญญาณดิจิทัลและคอนเทนต์ออนไลน์อย่างสมบูรณ์แบบ / japantoday, cnet, yahoonews, wikipedia, companyhistory


อ่าน MarketeerMoney : Bond Yield คำที่เราได้บ่อยครั้งในข่าว แล้วจริงๆ มันคืออะไรกัน