เจโทร กรุงเทพฯ เผยจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยปี 2568 ลดลงครั้งแรกในรอบ 18 ปี เหลือ 5,781 ร้าน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันที่สูงในตลาดร้านอาหาร ทว่าร้านคาเฟ่และร้านราเมง ยังขยายตัวสอดรับเทรนด์มัทฉะและเมนูเฉพาะทาง มองผู้ประกอบการต้องปรับตัวด้วยการสร้าง Storytelling และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคเข้าร้าน พร้อมรับมือในวันที่ตลาดถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ แถลงผลการสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำปี 2568
ผลสำรวจเปิดเผยว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ปี 2568 มีจำนวนลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจมาในปี 2550 หรือในรอบ 18 ปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันที่สูงในตลาดร้านอาหาร และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
สรุปจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยปี 2568 ที่ผ่านมา มีจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 135 ร้าน หรือลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยร้านลดลงทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ เหลือ 2,609 ร้าน ลดลง 2.3%, ต่างจังหวัด เหลือ 2,326 ร้าน ลดลง 1.9%, 5 จังหวัดปริมณฑล เหลือ 846 ร้าน ลดลง 3.1%
ทั้งนี้ หนึ่งในเทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ การที่ร้านอาหารญี่ปุ่นไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกต่อไป แต่มีการขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น สอดคล้องไปตามการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักและเมืองท่องเที่ยว

| ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยอิ่มตัว ลดลงครั้งแรกรอบ 18 ปี
แต่คาเฟ่ยังโตสวนกระแส รับเทรนด์มัทฉะฟีเวอร์ |
|||
| จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย | 2566 | 2567 | 2568 |
| กรุงเทพฯ | 2,602 | 2,672 | 2,609 |
| ต่างจังหวัด | 2,299 | 2,371 | 2,326 |
| 5 จังหวัดปริมณฑล | 850 | 873 | 846 |
| รวม | 5,751 | 5,916 | 5,781 |
| จำแนกตามประเภทร้าน ปี 2568 | วัตถุดิบที่ญี่ปุ่นส่งมาไทย 5 อันดับเเรกเพื่อประกอบอาหาร ช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568
1. ปลาอิวาชิ (ปลาซาร์ดีน) = 1,380 ล้านบาท 2. ปลาคัตสึโอะและปลาจำพวกมากุโระ = 1,045 ล้านบาท 3. หอยเชลล์ = 966 ล้านบาท 4. เนื้อวัว = 769 ล้านบาท 5. ปลาซาบะ = 749 ล้านบาท
|
||
| ประเภท | จำนวนร้าน | ||
| ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น | 1,398 | ||
| ซูชิ | 1,250 | ||
| ราเมง | 823 | ||
| อิซากายะ | 459 | ||
| สุกี้ / ชาบู | 437 | ||
| ยากินิกุ / บาร์บีคิว | 394 | ||
| คาเฟ่ | 350 | ||
| 6 ประเทศแรกที่มีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุด ปี 2567 | |||
| ประเทศ | จำนวนร้าน | ||
| จีน | 63,500 | ||
| สหรัฐอเมริกา | 26,360 | ||
| เกาหลีใต้ | 19,800 | ||
| เม็กซิโก | 7,430 | ||
| ไต้หวัน | 7,100 | ||
| ไทย | 5,920 | ||
| อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน = 0.1971 บาท | |||
| ที่มา : องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ / มกราคม 2569 | |||
หากวิเคราะห์จำนวนแยกตามประเภทร้านอาหารพบว่า อันดับไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2567 มากนัก ประเภทร้านอาหารที่มีจำนวนมากที่สุดได้แก่ ร้านประเภทภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น, ร้านซูชิ, ร้านราเมง, ร้านอิซากายะ, ร้านสุกี้และชาบู ตามลำดับ
ประเภทร้านอาหารที่เพิ่มจำนวนขึ้นมีเพียงสองประเภท ได้แก่ ร้านราเมง เพิ่มขึ้น 2.6% และร้านคาเฟ่ เพิ่มขึ้น 6.4% ซึ่งประเมินว่ามาจากการที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสนใจร้านอาหารที่มีเมนูอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทางมากขึ้น เช่น ร้านราเมง ร้านคาเฟ่ ร้านหมูทอดทงคัตสึ ร้านแฮมเบิร์ก รวมทั้งร้านที่มีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ เช่น ร้านที่เลือกใช้วัตถุดิบอย่างข้าวญี่ปุ่น ส่วนกระแสความนิยมมัทฉะตลอดปีที่ผ่านมา ก็ส่งผลดีต่อการขยายตัวของร้านคาเฟ่
สำหรับประเภทร้านอื่น ๆ ที่เหลือพบว่ามีจำนวนลดลงทุกประเภท โดยร้านอาหารประเภทยากินิกุและบาร์บีคิว ลดลงมากที่สุด คิดเป็น 9.0% จากการแข่งขันที่สูงในตลาดปิ้งย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวของร้านเชนและการที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาทำตลาดกันต่อเนื่อง
สถานการณ์ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยหลังจากนี้ มองว่าเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่แล้ว โดยท่ามกลางกระแสความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงชะลอตัว การขยายตลาดด้วยการเปิดร้านใหม่หรือการขยายสาขาเพียงอย่างเดียวจึงเป็นเรื่องท้าทายแน่นอนหลังจากนี้
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบริโภคลดลงสำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ คือ จำนวนชาวญี่ปุ่นที่อยู่อาศัยในประเทศไทยรวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
ตลอดจนการได้รับผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น จึงเริ่มเห็นแนวโน้มผู้บริโภคที่ชะลอการบริโภควัตถุดิบอาหารญี่ปุ่นที่มีราคาสูงภายในประเทศไทย เช่น โอมากาเสะซูชิ, เนื้อวัววากิว, สาเกญี่ปุ่น เพื่อไปบริโภคในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นแหล่งกำเนิดแทน
ทั้งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลเรื่องต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างราคาวัตถุดิบและค่าแรง ซึ่งผู้ประกอบการก็ได้มีการปรับตัว เช่น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการร้าน เพื่อลดภาระด้านแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ
ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว มองว่าความเป็น ‘ร้านอาหารญี่ปุ่น’ เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถนำมาสร้างความแปลกใหม่และดึงดูดผู้บริโภคได้ เพราะพวกเขาจะให้ความสำคัญกับร้านที่มีการบอกแหล่งที่มาและคุณภาพของอาหารผ่านการบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ และสามารถมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เราจึงได้เห็นการปรับตัวใหม่ ๆ อย่างเช่น ร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเมนูซึ่งผสมผสานความเป็นโลคอล
นอกจากนั้น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะยังเป็นสนามหลักในการสร้างการรับรู้กับผู้บริโภคของร้านอาหารญี่ปุ่น เนื่องจากสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี และตอบโจทย์การจับเทรนด์กระแสความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน
อ่าน MarketeerMoney : เดวิด เบ็คแฮม อดีตนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์ที่ใช้ชื่อเสียงและบารมีปั้นธุรกิจกงสี 3 หมื่นล้าน
