ไมโครซอฟท์ เปิดตัวคู่มือกลยุทธ์การตลาด “From Discovery to Influence: A Guide to AEO and GEO” ชูแนวทางสำคัญสำหรับแบรนด์ในการปรับตัวสู่ยุคของ AI-powered discovery ซึ่งระบุว่า SEO แบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อผู้บริโภคหันมาใช้ AI Assistants, AI Browsers และ AI Agents ค้นหาและตัดสินใจซื้อสินค้า ตอกย้ำว่าความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดจากจำนวน Traffic อีกต่อไป
แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “Influence” ผ่านข้อมูลสินค้าที่สมบูรณ์ ทันสมัย และน่าเชื่อถือ โดยคู่มือดังกล่าวจัดทำโดย Jennifer Myers, Principal Product Manager, Microsoft Shopping and Copilot และ Paul Longo, General Manager, AI in Ads, Microsoft Advertising
จาก Traffic สู่ Influence
ในอดีต SEO เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ AEO (Answer Engine Optimization) หรือการปรับแต่งเนื้อหาให้ AI agents และassistants สามารถค้นหา เข้าใจ และนำเสนอคำตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ GEO หรือการปรับแต่งเนื้อหาสำหรับ generative AI search environments เพื่อให้สามารถค้นพบได้ ไว้วางใจได้ และมีความน่าเชื่อถือ (Generative Engine Optimization) จะเป็นกุญแจสำคัญในยุค AI
กล่าวคือ AEO สร้างความชัดเจนผ่านข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัยที่ AI สามารถตีความได้
ขณะที่ GEO สร้างความน่าเชื่อถือผ่านเนื้อหาที่ทำให้แบรนด์ดูมีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ โดย AI assistants, browsers และ agents จะไม่เพียงช่วยจัดทำดัชนีเว็บไซต์ แต่ยังวิเคราะห์และตีความข้อมูลทั้งภายในและภายนอกเว็บไซต์ เพื่อแนะนำแบรนด์ที่มีความน่าสนใจเมื่อพิจารณาจากความสมบูรณ์ ความทันสมัย และบริบทของข้อมูลสินค้า ดังนั้นทุกรายละเอียด ทุกจุดเด่น และทุกสัญญาณด้านราคาจึงมีความสำคัญทั้งหมด
AI Browsers – AI Assistants – AI Agents สร้างระบบนิเวศใหม่
อีโคซิสเต็มของการช้อปปิ้งบน AI มี 3 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกัน ได้แก่
- AI Browsers อย่าง Microsoft Edge ที่สามารถ “มองเห็น” หน้าเว็บแบบ real-time และแปลความหมายเพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม
- AI Assistants เช่น Copilot หรือ ChatGPT ที่ช่วยตอบคำถามและแก้ไขปัญหาผ่านการสนทนา
- AI Agents ที่ให้คำแนะนำและช่วยดำเนินการจริง ทั้งกรอกฟอร์ม คลิกปุ่ม และทำการซื้อจนเสร็จสมบูรณ์
ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้งาน prompt หา “เสื้อกันฝนน้ำหนักเบาราคาไม่เกิน 5,000 บาท” AI จะใช้กระบวนการ “Reasoning Phase” แยกย่อยคำถามโดยใช้ข้อมูลจากทั้งเว็บไซต์ที่ให้บริบททั่วไปอาทิ “แบรนด์ไหนทำเสื้อกันฝนคุณภาพดี” หรือ “คุณสมบัติสำคัญของเสื้อกันฝนคืออะไร” และยังดึงข้อมูลจาก Product Feeds ที่เจาะจงรายละเอียดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาปัจจุบัน สต็อกสินค้า และคุณสมบัติทางเทคนิค ดังนั้น เมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ AI Agent จะเห็นข้อมูล live เช่น รีวิว โปรโมชัน และระยะเวลาจัดส่ง ทั้งยังสามารถช่วยทำรายการซื้อให้เสร็จสมบูรณ์ได้ทันที
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล
คู่มือกลยุทธ์การตลาด “From Discovery to Influence: A Guide to AEO and GEO” จากไมโครซอฟท์ยังระบุถึงรูปแบบของข้อมูลที่จะช่วยยกระดับธุรกิจในยุค AI ประกอบด้วย
- Crawled Data ข้อมูลที่ AI เรียนรู้จากการฝึกอบรมและดึงจากหน้าเว็บที่ถูกจัดทำดัชนี ซึ่งสร้างการรับรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแบรนด์และให้บริบทสำหรับคำตอบของ AI
- Product Feeds และ APIs ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจนที่ผู้ค้าปลีกส่งไปยัง AI platforms โดยตรง ให้ความแม่นยำ รายละเอียด และความสม่ำเสมอ
- Live Website Data ข้อมูล real-time ที่ AI agents เห็นเมื่อเข้าชมเว็บไซต์จริง ตั้งแต่สื่อมัลติมีเดีย รีวิวผู้ใช้ ราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ ไปจนถึงความสามารถในการทำธุรกรรม
3 กลยุทธ์สำคัญ เพิ่มการค้นพบบน AI
- Data Structure: ทำให้แคตตาล็อกอ่านได้ด้วย AI
ควรใช้ Schema Markup ประเภทต่างๆ เช่น Product, Offer, Aggregate Rating, Review, Brand, Item List และ FAQ รวมถึงซิงค์ข้อมูลแบบ real-time ระหว่าง product feeds และ on-site schema โดยระบุข้อมูล dynamic fields เช่น ราคา สถานะสินค้า สี ขนาด SKU, GTIN และ dateModified ให้ชัดเจน นอกจากนี้ต้องทำให้ข้อมูลบนหน้าเว็บสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคเห็น ไม่แสดงข้อมูลที่แตกต่างกับระบบอัตโนมัติ
- Content Enrichment: ออกแบบตามบริบทและความต้องการของผู้ใช้จริง
เขียนคำบรรยายที่เน้นประโยชน์ โดยระบุว่าเหมาะกับใคร แก้ปัญหาอะไร และดีกว่าอย่างไร เพิ่มบริบทของ use-case ที่ชัดเจนที่ AI สามารถจับคู่กับคำถามได้ เช่น เหมาะสำหรับเดินป่าในอุณหภูมิมากกว่า 40 องศา สร้างหัวข้อและเนื้อหาที่สะท้อนคำถามจริงของผู้ใช้ และจัดทำบล็อก Q&A ที่ AI สามารถอ้างอิงได้ นอกจากนี้ต้องเขียน alt text ที่ละเอียด ให้ transcript ของวิดีโอ และแสดงข้อมูลสเปกสินค้าเป็นคู่ key/value
- Trust Signals: สร้างความน่าเชื่อถือ
แสดงรีวิวที่ผ่านการยืนยันพร้อมทำเครื่องหมายด้วย Review และ Aggregate Rating Schema ระบุปริมาณรีวิวและอัตราส่วนของผู้ซื้อที่ยืนยันตัวตน เชื่อมโยงไปยัง Expert Reviews และบทความที่สินค้าของคุณถูกกล่าวถึง แสดงใบรับรอง ตราสัญลักษณ์ด้านความยั่งยืน และความเป็นหุ้นส่วนเป็นข้อเท็จจริง และหลีกเลี่ยงการอ้างที่เกินจริงหรือพิสูจน์ไม่ได้ เพราะ AI จะลดคะแนนเนื้อหาที่ไม่น่าเชื่อถือ
สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยการจัดระเบียบโครงสร้างข้อมูล
ไมโครซอฟท์พบว่าร้านค้าหรือธุรกิจส่วนใหญ่มีข้อมูลที่ AI ต้องการอยู่แล้ว เพียงแต่ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ถูกจัดโครงสร้างให้ชัดเจน ซึ่งสินค้าที่มีข้อมูลครบถ้วนจะได้อันดับที่สูงกว่า อีกทั้ง AI ไม่เพียงแค่อ่านข้อมูลแต่ยังลงมือดำเนินการจริงบนเว็บไซต์ด้วย หากการ liveขายสินค้าเกิดปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อยอดขายอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม Agentic Commerce ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งหมายความว่าผู้ที่เริ่มเคลื่อนไหวตอนนี้จะไม่เพียงถูกค้นพบแต่จะกลายเป็นมาตรฐานที่คนอื่นต้องตามให้ทัน ดังนั้น สิ่งที่ควรจะต้องเร่งทำคือการการตรวจสอบและปรับแคตตาล็อกเพื่อให้ AI อ่านได้ ลดช่องว่างของบริบท และสร้างระบบที่ทำให้ข้อมูลทันสมัยอยู่เสมอในทุกช่องทาง
สรุป 10 ประเด็นสำคัญจากคู่มือกลยุทธ์การตลาด “From Discovery to Influence: A Guide to AEO and GEO” โดยไมโครซอฟท์
1. หมดยุค SEO แบบเดิม เน้นสร้าง “Influence” แทน “Traffic”
ในยุค AI ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนคลิกเข้าเว็บไซต์ (Traffic) เพียงอย่างเดียว แต่พุ่งเป้าไปที่การสร้าง Influenceหรือการทำให้ AI เชื่อถือและหยิบแบรนด์เราไปแนะนำต่อให้ผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ
2. รู้จัก AEO และ GEO กุญแจดอกใหม่ของการตลาด
-
AEO (Answer Engine Optimization): การปรับแต่งเนื้อหาเพื่อให้ AI Assistants (เช่น Copilot, ChatGPT) เข้าใจข้อมูลและนำไปตอบคำถามได้ชัดเจน
-
GEO (Generative Engine Optimization): การสร้างความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญเพื่อให้แบรนด์ถูกค้นพบและได้รับความไว้วางใจในระบบ Search ยุคใหม่
3. ระบบนิเวศใหม่: Browsers, Assistants และ Agents
การช้อปปิ้งยุค AI ประกอบด้วย 3 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน:
-
AI Browsers: มองเห็นหน้าเว็บแบบ Real-time และแปลความหมาย
-
AI Assistants: โต้ตอบและตอบคำถามผ่านการสนทนา
-
AI Agents: ลงมือทำแทนผู้ใช้ เช่น กรอกฟอร์ม หรือกดซื้อสินค้าจนจบขั้นตอน
4. กระบวนการคิดแบบ Reasoning Phase ของ AI
เมื่อผู้ใช้สั่งงาน (Prompt) AI จะไม่ได้แค่ค้นหาคำ แต่อยู่ในขั้นตอน “การใช้เหตุผล” โดยจะแยกย่อยคำถามแล้วไปดึงข้อมูลจากทั้งบทความทั่วไป (บริบท) และ Product Feeds (รายละเอียดเฉพาะ) เพื่อประมวลผลคำตอบที่ดีที่สุด
5. แหล่งข้อมูล 3 รูปแบบที่แบรนด์ต้องเตรียม
-
Crawled Data: ข้อมูลทั่วไปบนหน้าเว็บเพื่อให้ AI เรียนรู้บริบทแบรนด์
-
Product Feeds & APIs: ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน (ราคา, สต็อก) ส่งตรงให้ AI Platform
-
Live Website Data: ข้อมูลสดๆ เช่น รีวิวหรือโปรโมชันที่ AI Agent จะเห็นเมื่อเข้าชมเว็บจริง
6. กลยุทธ์ Data Structure: ทำให้ AI “อ่านออก”
แบรนด์ต้องใช้ Schema Markup (เช่น Product, Review, FAQ) และระบุข้อมูล Dynamic ให้ชัดเจน (เช่น SKU, GTIN, dateModified) เพื่อให้ระบบอัตโนมัติเข้าใจข้อมูลสินค้าได้ทันทีและไม่เกิดความสับสน
7. กลยุทธ์ Content Enrichment: เน้นประโยชน์และบริบทจริง
การเขียนคำบรรยายสินค้าต้องเปลี่ยนจากแค่บอกคุณสมบัติ มาเป็นบอกว่า “เหมาะกับใคร” หรือ “แก้ปัญหาอะไร” รวมถึงต้องมีข้อมูลสเปกแบบ Key/Value และ Alt text ที่ละเอียด เพื่อให้ AI จับคู่กับความต้องการของผู้ใช้ได้แม่นยำ
8. กลยุทธ์ Trust Signals: สัญญาณความน่าเชื่อถือคือตัวตัดสิน
AI จะลดคะแนนเนื้อหาที่ดูเกินจริง แบรนด์จึงต้องแสดงรีวิวที่ยืนยันตัวตนได้ มีการใช้ Aggregate Rating Schema และระบุใบรับรองหรือตราสัญลักษณ์ความยั่งยืนที่เป็นข้อเท็จจริง
9. สินค้าข้อมูลครบมีโอกาสชนะมากกว่า
ไมโครซอฟท์ระบุว่า ธุรกิจส่วนใหญ่มีข้อมูลอยู่แล้วแต่ขาดการจัดโครงสร้าง ซึ่งสินค้าที่มีข้อมูลครบถ้วนและทันสมัย (Freshness) จะถูก AI จัดอันดับให้สูงกว่าและมีโอกาสถูกเลือกมากกว่า
10. รีบเริ่มตอนนี้ก่อน “Agentic Commerce” จะกลายเป็นมาตรฐาน
ขณะนี้ระบบการค้าผ่าน AI Agent ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แบรนด์ที่เริ่มปรับตัว ตรวจสอบแคตตาล็อก และทำข้อมูลให้ AI อ่านได้ตั้งแต่วันนี้ จะกลายเป็นผู้นำและผู้กำหนดมาตรฐานในอนาคต
