เป็นเวลา 7 ปีแล้วที่เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตข้ามเส้น “3%” ได้ และปีนี้อาจจะเป็นปีที่ 8 

ครั้งล่าสุดที่เราได้เห็นการเติบโตเกิน 3% คือปี 2018 ที่เติบโตสูงถึง 4.2% แต่หลังจากนั้นมาโครงสร้างประเทศกลับเป็นตัวรั้งให้การเติบโตอยู่แค่ระดับ 1.6-2.9% เท่านั้น (ติดลบ 6.1% ในปี 2020)

ข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจไทยประจำปี 2026 จาก Krungsri Research ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นปีแห่งการ “ประคองตัว” ท่ามกลางแรงกดดัน มากกว่าจะเป็นการเติบโตแบบเร่งตัว

Krungsri Research คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะขยายตัวเพียง 2.0% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2025 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.4% ถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพและเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน

ปัจจัยบวกที่ยังพอมีความหวังจะยังคงมาจากกลุ่มท่องเที่ยว, การลงทุนภาคเอกชน เป็นหลัก

  • ปีนี้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 33 ล้านคนในปี 2025 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังค่อนข้างช้าแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวช้า ทำให้ตัวเลขรวมยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนปี 2020 ที่ 40 ล้านคน
  • ส่วนการลงทุนแม้จะเติบโตไม่มากที่ 2.2% แต่มีสัญญาณบวกจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ทำสถิติสูงสุด โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานหมุนเวียน และอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีน

ข่าวดี อาจจะฟังดูดี แต่เมื่อมาดูถึงปัจจัยที่จะกดดันปีนี้ กลับมีแต่ความไม่แน่นอน 

  • การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวลดลงเหลือ 2.2% (จาก 2.7% ในปี 2025) สาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของ GDP รายได้ครัวเรือนส่วนใหญ่เติบโตช้ากว่ารายจ่าย และขาดแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของภาครัฐ
  • การส่งออกคาดว่าจะหดตัวติดลบเล็กน้อยที่ -0.4% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แบบเต็มปี และปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัว
  • รวมถึงข้อจำกัดทางการคลัง เนื่องจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ทำให้งบประมาณรายจ่ายแทบไม่เติบโต ประกอบกับงบกลางมีเหลือเพียงราว 3 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 ที่อาจประกาศใช้ล่าช้า

อีกทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศไทยมายาวนานอย่าง

  • โครงสร้างประชากรไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับที่ถ้ามีคนเดินมา 4 คนจะเป็นคนแก่ 1 คนภายในอีก 5 ปีซึ่งจะกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
  • การทะลักของสินค้าจีนซึ่งจะสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ผลิตสินค้าในประเทศ รวมถึงความไม่แน่นอนของภาษีจากสหรัฐอเมริกา
  • และไทยอาจเผชิญภาวะเอลนีโญในช่วงปลายปี 2026 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง แม้ราคาสินค้าอาจปรับขึ้นเล็กน้อยแต่ต้นทุนก็สูงขึ้นด้วย ทำให้กำไรและกำลังซื้อของเกษตรกรไม่เติบโตเท่าที่ควร

เมื่อเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ที่เป็นอดีตคนป่วยของเอเชีย

ฟิลิปปินส์เคยเผชิญกับวิกฤตดุลการชำระเงิน มีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นสูงมาก และค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงอย่างหนัก ส่งผลให้ GDP หดตัวอย่างรุนแรง ผลิตภาพการผลิตติดลบ ขาดดุลการคลังต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 49% ในปี 1984 จนกลายเป็นคนป่วยของเอเชียอยู่ช่วงหนึ่ง

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีปัญหาด้านเสถียรภาพต่างประเทศเหมือนฟิลิปปินส์ในอดีต (ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่ำ และค่าเงินบาทไม่ได้สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ) แต่ไทยกำลังเผชิญ “อาการป่วยเรื้อรัง” ในมิติอื่นๆ เช่น GDP, Productivity ที่ต่ำ รวมถึงประชากรสูงวัย

จึงไม่แปลกใจว่าช่วงที่ผ่านมาสำนักข่าวต่างประเทศเริ่มเรียกไทยว่า “คนป่วยของเอเชีย”

เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยจนสูญเสียศักยภาพแบบถาวร Krungsri Research ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้ดังนี้

  1. ยกระดับกติกาและธรรมาภิบาล: ต้องปรับโครงสร้างนโยบายและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจมากขึ้น
  2. ดึงดูดการลงทุนระยะยาว: สร้างแรงจูงใจเพื่อให้นักลงทุนกล้าเข้ามาลงทุนในระยะยาว
  3. ใช้นโยบายการคลังอย่างคุ้มค่า: ควรมุ่งเน้นนโยบายการคลังที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริงในระยะยาว (หลีกเลี่ยงนโยบายระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน)
  4. ต่อยอดจุดแข็งเดิม: เสริมจุดแข็งของเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่แล้ว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
  5. พัฒนาทักษะแรงงาน: เร่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของโครงสร้างเศรษฐกิจในยุคใหม่