ไทยเครดิต เดินเกมรุกปี 2569 ด้วยยุทธศาสตร์ Quality Growth พร้อมเร่งทรานส์ฟอร์มสู่ Digital Core Banking
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT จัดแถลงข่าวผลการดำเนินงานปี 2568 พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 หลังสร้างสถิติ กำไรสุทธิ 4,016 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) และรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ระดับ 16% โดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทยในปัจจุบัน
ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงผลประกอบการของปีที่ผ่านมา แต่ยังสะท้อนถึง โครงสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพของธนาคาร ซึ่งกำลังกลายเป็นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรในระยะต่อไป
Marketeer ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพูดคุยแบบ Exclusive กับ 3 ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ คุณรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, คุณกิตติพันธ์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และ คุณรตินันทน์ วงศ์วัชรานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจ กลยุทธ์การลงทุน และเป้าหมายทางการเงินขององค์กรในปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Quality Growth” ที่ถูกวางเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป

All-Time High ที่มาจากโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง
ผลการดำเนินงานของปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของธนาคารไทยเครดิต โดยสามารถสร้างกำไรสุทธิ 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% พร้อมรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงถึง 16.3% ซึ่งนับว่าโดดเด่นอย่างมากในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย
ขณะเดียวกัน พอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคารยังเติบโตต่อเนื่องแตะระดับ 181.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมรักษาอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ไว้ได้ที่ระดับ 7.7% แม้อยู่ในช่วงที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มปรับลดลง
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังสามารถควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ให้ลดลงมาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงด้านสินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ระดับ 1.83%
ตัวเลขทั้งหมดนี้สะท้อนภาพขององค์กรที่สามารถขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการวาง กลยุทธ์การเติบโตอย่างเป็นระบบ กลายเป็นรากฐานสำคัญของกลยุทธ์ Quality Growth ที่ธนาคารกำลังเดินหน้าผลักดัน

Quality Growth กลยุทธ์เติบโตบนฐานของวินัยทางการเงิน
สำหรับปี 2569 ธนาคารไทยเครดิตยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ “Quality Growth” ซึ่งเน้นการเติบโตที่สมดุลระหว่างการขยายพอร์ตสินเชื่อ การรักษาคุณภาพสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับผู้ถือหุ้น
คุณรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อหลักในระดับ Double Digit โดยยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินเชื่ออย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า SMEs และ Micro SMEs ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยแนวทางดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกันในแต่ละช่วงของการเติบโตทางธุรกิจ
ในมุมมองของผู้บริหาร การเติบโตของธนาคารจึงไม่ได้วัดจากขนาดของพอร์ตสินเชื่อเพียงอย่างเดียว หากแต่คือ การสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจและคุณภาพของสินทรัพย์ในระยะยาว

Digital Core Banking รากฐานใหม่ของการเติบโต
อีกหนึ่งแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ปี 2569 คือการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ธนาคารไทยเครดิตกำลังเดินหน้าพัฒนา Core Banking System ไปสู่ Full Digital Banking Platform ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึก การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในอนาคต
การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี หากแต่เป็นการวางรากฐานใหม่ขององค์กร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกรรมและบริการทางการเงินในอนาคต
“alpha SME” แพลตฟอร์มใหม่เพื่อผู้ประกอบการรายย่อย
อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ธนาคารเตรียมเปิดตัวในปี 2569 คือแพลตฟอร์ม “alpha SME” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อต่อยอดจากระบบ Micro Pay ที่ธนาคารได้ย้ายฐานข้อมูลสู่แพลตฟอร์มใหม่สำเร็จเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนกลุ่ม Micro SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มักเข้าถึงบริการทางการเงินของระบบธนาคารได้ยาก
การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจสำคัญของธนาคารไทยเครดิต ที่ต้องการสร้างโอกาสทางการเงินให้กับผู้ประกอบการในทุกระดับ
“ตังค์โต Know-how” เมื่อความรู้ทางการเงินกลายเป็นกลยุทธ์การเติบโต
ปัจจุบัน ธนาคารไทยเครดิตมีฐานลูกค้ากว่า 305,928 ราย ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Micro SME และ Nano/Micro Finance ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักขององค์กร

ควบคู่กับการขยายธุรกิจ ธนาคารยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากกว่า 9 ปี ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงินให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วประเทศ
ในมุมของธนาคาร โครงการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม หากแต่เป็น กลไกเชิงระบบในการสร้างความแข็งแรงให้กับระบบการเงินฐานรากของประเทศ ผ่านการถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารเงิน การวางแผนธุรกิจ และการจัดการกระแสเงินสด
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ “ตังค์โต Know-how” ได้ขยายผลสู่ผู้เข้าร่วมแล้วกว่า 308,782 คนทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนบทบาทของธนาคารในการสร้าง Financial Literacy และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว
ความรู้ทางการเงินจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือพัฒนาศักยภาพของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อ และลดความเสี่ยงของการเกิดหนี้เสียในระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม
สร้างการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการส่งมอบคุณค่าอย่างยั่งยืน
เมื่อมองภาพรวมของยุทธศาสตร์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการเติบโตในช่วงเวลานี้ของธนาคารไทยเครดิตไม่ได้เกิดจากการขยายธุรกิจเพียงมิติเดียว แต่เป็นการขับเคลื่อนองค์กรผ่านหลายแกนสำคัญพร้อมกัน ทั้งการบริหารพอร์ตสินเชื่อ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย และการสร้างความรู้ทางการเงินให้กับสังคม
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา “Everyone Matters” ซึ่งมุ่งสร้างการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการส่งมอบคุณค่าให้กับ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และสังคม ผ่านกลยุทธ์ Quality Growth สะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต เพื่อสร้างความแข็งแรงของธุรกิจในระยะยาว
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
