“Shrekking” (เชร็คกิ้ง) ตัวละครยักษ์เขียวกลายมาเป็นคำศัพท์ที่มีนัยสำคัญต่อสังคม เป็นคำศัพท์ที่เอาไว้ใช้อธิบายการทำอะไรบางสิ่งที่ต่ำกว่ามาตรฐานของคุณ ใช้ได้กับทั้งสถานการณ์ความรักและการทำงาน
Shrek คือภาพยนตร์แอนิเมชันแนวแฟนตาซีตลกที่ออกฉายในปี 2001 และกลายเป็นแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ผลิตโดย DreamWorks Animation เล่าเรื่องราวของยักษ์ตัวเขียวสุดเกรียนที่ออกเดินทางช่วยเหลือเจ้าหญิง ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งรายได้และคำวิจารณ์ โดยได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมเป็นเรื่องแรก
แล้ว Shrek กลายมาเป็นคำศัพท์เกี่ยวกับความรักและการทำงานได้อย่างไร
Shrekking กระแสนี้เริ่มมาจากการที่ Gen Z พูดถึงเรื่องความรักแล้วได้รับความนิยมอย่างมากในโซเชียลมีเดีย คำศัพท์นี้เริ่มโผล่มาในช่วงปีก่อน เพื่อสื่อถึงการออกเดทกับคนที่คุณไม่ได้รู้สึกดึงดูดใจจริง ๆ แต่ทำไปเพราะหวังว่าเขาจะปฏิบัติต่อคุณดีเป็นการตอบแทน เหมือนในหนังที่ท้ายที่สุดแล้วมันได้ผลกับเจ้าหญิงฟิโอน่า
มีเหล่าคนดังอย่าง เซเลนา โกเมซ บียอนเซ่ ลานา เดล เรย์ และคู่รักของพวกเธอ ถูกยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่าการที่จะได้พบกับรักที่มีความสุขนั้น อาจไม่จำเป็นต้องมองหาผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แนวคิดนี้ได้ขยายวงกว้างจากความสัมพันธ์โรแมนติกไปสู่โลกการทำงาน
Shrekking Jobs งานอะไรก็ทำ ๆ ไปเถอะ
หากพูดถึงโลกการทำงาน Shrekking จะหมายถึงการเลือกทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพของตัวเอง บางคนหยุดไล่ตามงานในฝันแล้วกลับเลือกงานที่ดูจืดชืดและน่าเบื่อแทน แม้จะไม่รู้สึกหวือหวาหรือน่าประทับใจ และอาจต่ำกว่าความสามารถของพวกเขาด้วยซ้ำ แต่ถ้างานนั้นให้ค่าตอบแทนที่ดี สวัสดิการที่ดีกว่า หรือมั่นคงมากกว่าก็ยอมลดมาตรฐานเพื่อเลือกงานนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดงานที่สุดแสนจะยากลำบากในปัจจุบัน
นับตั้งแต่ปี 2024 จำนวนประกาศรับสมัครงานทั่วโลกลดลง 29% ผู้หางานในปัจจุบันรู้สึกท้อแท้เนื่องจากโอกาสที่ลดลง และความรู้สึกสิ้นหวังที่เกิดจากการถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้หลายคนจบลงด้วยการเลือกทำงานที่พวกเขาอาจไม่ได้ต้องการตั้งแต่แรก หรือแม้กระทั่งอาจเคยมองว่าต่ำกว่าศักดิ์ศรีของตนเอง
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่าเกือบ 50% กล่าวว่างานปัจจุบันของพวกเขาไม่ได้อยู่ในเส้นทางสู่ความฝันในอาชีพการงานด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาว Gen Z มักจะไม่สนใจตำแหน่งงานที่ดูน่าดึงดูดใจแต่ตามมาด้วยความรับผิดชอบที่มากโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม แต่เลือกอาชีพที่ไม่เครียดและเก็บความปรารถนาและความทะเยอทะยานที่แท้จริงไว้ทำนอกเวลางานดีกว่า
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสำมะโนประชากรโดยธนาคารกลางแห่งนิวยอร์ก พบว่า 41.2% ของผู้สำเร็จการศึกษาในช่วงอายุ 20-25 ปี เริ่มทำงานในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องมีปริญญาตรี เพิ่มขึ้นจาก 38.9% และเมื่อได้งานแล้วก็จะไม่ยอมปล่อยงานนั้นไป เรียกได้ว่าชนิดเกาะไม่ปล่อย
เพราะโดยทั่วไปแล้วมนุษย์พนักงานส่วนใหญ่มีการยึดติดกับงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะงานประจำสื่อถึงความมั่นคงทางการเงิน ไม่ว่างานนั้นจะเป็นสิ่งที่ตนเองชื่นชอบหรือไม่ก็ตามหรือมองว่าสามารถหางานที่ดีกว่านี้ได้ แต่โอกาสที่จะอยู่กับงานเดิมต่อก็มีมากกว่าการเสี่ยงไปหางานใหม่แล้วถูกปฏิเสธ หรือตกงาน
การลดระดับอาชีพ
ไม่ใช่เพราะคุณขาดความทะเยอทะยาน แต่เป็นการป้องกันตัวเอง หลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช่น ความกลัวการถูกปฏิเสธ ความไม่มั่นคง หรือความล้มเหลว เนื่องจากในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเราควรยอมรับโอกาสที่ต่ำกว่าทักษะและคุณสมบัติของตนเพื่อแลกกับความมั่นคงในงาน
มีหลายเหตุผลที่สนับสนุนการทำตัวเป็น “เชร็ค” เมื่อคุณทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพที่ตนเองมี จะช่วยให้งานอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณ รู้สึกมั่นคงในเส้นทางอาชีพมากขึ้น ไม่มีความท้าทายเสี่ยง ๆ ที่ทำให้กดดัน สุขภาพจิตที่ดีก็จะตามมา
หรือบางครั้งเมื่อคนเปลี่ยนงานบ่อย อาจเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงและสงสัยในความสามารถของตนเอง จึงยอมรับงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานของตนเอง ไม่คำนึงถึงระดับตำแหน่ง เพราะต้องการกลับสู่ตลาดแรงงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Journal of Personality and Social Psychology เคยศึกษาว่า “ความภาคภูมิใจในตนเอง” มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเสี่ยงอย่างไร พบว่า บุคคลที่มีความเป็นอิสระและมีความภาคภูมิใจในตนเองสูงมีแนวโน้มที่จะวิ่งเข้าหาความเสี่ยง หมายถึงการวิ่งเข้าหาความก้าวหน้า ชอบเสนอแนวคิด โดยไม่กลัวความท้าทาย
ในขณะเดียวกัน คนที่ชอบหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมักจะพาตัวเองอยู่เพียงในเซฟโซน ต่อให้มันขัดขวางการเติบโตและกัดกร่อนความมั่นใจในตนเองก็ตาม วันหนึ่งอาจนำไปสู่การขาดแรงจูงใจและความหยุดนิ่ง
อยู่ในเซฟโซนก็ไม่ได้ปลอดภัย
แม้ว่าคนไฟแรงที่ทุ่มเทให้กับงานจะเสี่ยงเผชิญ “ภาวะหมดไฟ” มากกว่า แต่คนที่อยู่เพียงในเขตเซฟโซนของตนก็สามารถหมดไฟได้เช่นกัน การใช้ชีวิตแบบเสียโอกาสกับงานที่ไม่ท้าทาย นานวันเข้า คน ๆ นั้นก็จะรู้สึกหมดกำลังใจเพราะไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่เช่นกัน
กับโลกแห่งความรักก็เช่นกัน
ในสมรภูมิความรักก็ไม่ต่างกัน คำว่า “shrekking” ยังใช้ได้กับชีวิตการออกเดท การเลือกคนรัก
คำศัพท์นี้เริ่มโผล่มาในช่วงปีก่อน เพื่อสื่อถึงการออกเดทกับคนที่คุณไม่ได้รู้สึกดึงดูดใจจริง ๆ แต่ทำไปเพราะหวังว่าเขาจะปฏิบัติต่อคุณดีเป็นการตอบแทน เหมือนในหนังที่ท้ายที่สุดแล้วมันได้ผลกับเจ้าหญิงฟิโอน่า หรือคบหากับคนที่ต่ำกว่ามาตรฐานของตน โดยหวังว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่มั่นคงหรืออย่างน้อยก็ปลอดภัยทางอารมณ์มากขึ้น
เพราะรู้สึกเหนือกว่าจึงคิดว่าได้เปรียบในความสัมพันธ์
แนวคิดของ Shrekking ตั้งอยู่บนแนวคิดของระบบลำดับชั้นในการเดท ที่แต่ละคนมี “มูลค่าในตลาด” ที่กำหนดโดยรูปลักษณ์ อายุ รายได้ และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ มูลค่าที่รับรู้ได้นี้เป็นตัวกำหนดว่าใครกำลังเดทกับคนที่ “เหนือกว่า” หรือ “ต่ำกว่า” หรืออยู่ใน “ระดับ” เดียวกัน
เป็นสิ่งที่รู้กันดีในสังคมอยู่แล้วว่ามันมีระบบชนชั้นและโครงสร้างอำนาจที่ส่งผลต่อทุกด้านของชีวิต รูปลักษณ์ เงินตรา ฐานะ และตัวชี้วัดความเหมาะสมทางสังคมอื่น ๆ ล้วนแต่ส่งผลต่อความรู้สึกดึงดูดใจที่เรามีต่อผู้อื่นอย่างแน่นอน
หลายคนยอมแพ้ให้กับการตามหาเจ้าชายในฝันที่คิดสเปคไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เมื่อนานวันเข้าก็เริ่มไม่แน่ใจว่าจะมีคนแบบนั้นอยู่จริงไหม ควรรอต่อไปดีหรือเปล่า จึงยอมแพ้ลดสเปคที่ตั้งไว้ลง เพื่อเปิดรับใครสักคนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
และยังมีความเชื่อว่าหากเคยอกหักมามาก การคบกับคนที่ด้อยกว่าอาจทำให้คุณควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้นและมีโอกาสเจ็บปวดน้อยลง
แต่หากคุณไปออกเดทแบบเชร็คแล้วยังโดนปฏิเสธ จะเรียกว่า “โดนเชร็ค” หมายความว่าเมื่อยอมลดตัวไปเดทกับคนที่ด้อยกว่า แต่ก็ยังโดนปฏิเสธหรือโดนปฏิบัติแย่ ๆ เช่นเคย
รายงานการออกเดทจาก Tinder พบว่า คนโสดให้ความสำคัญกับคุณสมบัติในคู่ครองที่คาดหวังไว้ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ (79%) ความเคารพ (78%) และความเปิดใจ (61%) ล้วนได้รับคะแนนสูงกว่ารูปลักษณ์ภายนอกซึ่งอยู่ที่ (56%)
อย่างไรก็ดี การคบหาแบบเชร็คก็ดูเหมือนจะเป็นกระแสที่ใจร้ายอยู่ไม่น้อย เพราะเหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายว่าต่ำกว่ามาตรฐานของตน ฟังดูช่างใจร้ายกับเชร็คอยู่เหมือนกัน Tiktoker หลายคนออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นสิ่งที่ดูไม่น่ารักอย่างยิ่ง เพราะการยกยอตัวเองขึ้นเหนือผู้อื่นสุดท้ายแล้วมีแต่จะส่งผลเสียต่อตัวคุณเอง เพราะคนทุกคนต่างมีข้อดีที่ทดแทนกันไม่ได้
อ้างอิง : times , huffpost, shrekking, cosmopolitan, theguardian


