ใกล้ครบ 1 เดือนแล้วที่สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้น โดยผลกระทบใหญ่ๆ จากวิกฤตครั้งนี้คือราคาน้ำมัน เพราะส่งผลต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าส่วนใหญ่ทั่วโลก 

ทว่าในวิกฤตดังกล่าวยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่กำลังก่อตัว นั่นคือการขาดแคลน ฮีเลียม ซึ่งสำคัญต่อการผลิตชิปที่มีอยู่ในข้าวของเครื่องใช้รอบตัวตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึงรถและเครื่องบิน โดยประเทศที่มีฮีเลียมอยู่มากสุดจนได้รับฉายาว่า “โรงงานฮีเลียมโลก” คือกาตาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตครั้งนี้ 

ฮีเลียมเป็นธาตุที่เบาเป็นอันดับสองของจักรวาล รองจากไฮโดรเจน โดยฮีเลียมไร้สี ไร้กลิ่น แต่คุณสมบัติเฉพาะตัวของมันกลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะในกระบวนการผลิตชิป 

ฮีเลียมสามารถนำไปใช้ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ “สะอาดเป็นพิเศษ” และ “เย็นจัดจนเกือบถึงจุดศูนย์สัมบูรณ์” เพื่อควบคุมอุณหภูมิและการถ่ายเทความร้อนในห้องสุญญากาศ โดยหากปราศจากก๊าซชนิดนี้ กระบวนการผลิตชิปจะช้าลงหรืออาจต้องหยุดทั้งสายการผลิต จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการผลิตสมาร์ตโฟน รถอีวี ไปจนถึงแผนการขยายศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกด้วย 

ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรบนโลก แต่เกิดจาก “จุดยุทธศาสตร์การขนส่ง” โดยฮีเลียมส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมเป็นผลพลอยได้จากการสกัดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และกาตาร์ถือเป็นประเทศที่มีแหล่งสำรองฮีเลียมใหญ่ที่สุดในโลกและผลิตป้อนตลาดโลกถึง 1 ใน 3 

แต่เมื่ออิหร่านปิดกั้นเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ QatarEnergy รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของกาตาร์ จึงต้องระงับการผลิต LNG ส่วนใหญ่ลง ส่งผลให้การผลิตและการส่งออกฮีเลียมจากกาตาร์ต้องหยุดชะงักตามไปด้วยทันที ทำให้ซัพพลายฮีเลียมของโลกหายไปจากระบบถึง 33% 

แม้โลกจะมีแหล่งสำรองฮีเลียมที่ขุดขึ้นมาได้ประมาณ 31,300 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยกระจายอยู่ในสหรัฐฯ อัลจีเรีย และรัสเซีย แต่การเข้าถึงแหล่งใหม่ๆ นั้นต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการติดตั้งอุปกรณ์และขุดเจาะ 

อีกทั้งแหล่งสำรองส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูง เช่นในกรณีของกาตาร์ ทำให้การหาแหล่งจ่ายใหม่มาทดแทนในระยะสั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย 

นอกจากนี้ยังมีความท้าทายใหญ่อีกประการคือ ข้อจำกัดในการกักเก็บ โดยฮีเลียมเหลวจัดเก็บยากและระเหยได้ง่าย คลังกักเก็บส่วนใหญ่สามารถรองรับการใช้งานได้เพียงไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น 

ปัจจุบันคลังเก็บฮีเลียมดิบขนาดใหญ่ใต้ดินมีเพียง 4 แห่งทั่วโลก (ในสหรัฐฯ 3 แห่ง และเยอรมนี 1 แห่ง) ซึ่งมีขีดจำกัดในการระบายออกมาใช้ ขณะที่เทคโนโลยีการรีไซเคิลฮีเลียมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้มากนัก เนื่องจากอุตสาหกรรมชิปได้พยายามประหยัดการใช้มาจนถึงขีดสุดจากวิกฤตครั้งก่อนๆ แล้ว 

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าผู้บริโภคอาจจะยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบในทันที เนื่องจากยังมีปริมาณฮีเลียมค้างท่อที่กำลังเดินทาง แต่ภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เมื่อปริมาณฮีเลียมในคลังสำรองเริ่มร่อยหรอลง ผู้ผลิตในเอเชียและยุโรปจะเริ่มเผชิญกับภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดท่ามกลางมูลค่าตลาดชิปที่สูงเกือบ 8 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 26 ล้านล้านบาท) 

วิกฤตฮีเลียมที่เกิดขึ้นพร้อมกับสงครามในตะวันออกกลางคือเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลกที่พึ่งพาแหล่งทรัพยากรเพียงไม่กี่จุด โดยการแก้ปัญหานี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน และกาตาร์จะสามารถฟื้นฟูระบบขนส่งได้เร็วแค่ไหน 

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมชิปเพื่อแสวงหาแหล่งซัพพลายฮีเลียมที่หลากหลายขึ้น และลดความเสี่ยงที่ฮีเลียมจะกลายเป็นตัวแปรที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก

ทั้งนี้ ฮีเลียม นอกจากสำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรมชิปแล้ว ยังใช้กันอย่างแพร่หลายในธุรกิจลูกโป่งและบอลลูน ขณะเดียวกันยังจำเป็นต่อวงการแพทย์และการสื่อสาร 

เช่น การระบายความร้อนในเครื่อง MRI, การผลิตเส้นใยนำแสง, การเชื่อมโลหะความแม่นยำสูง, การตรวจสอบรอยรั่วในระบบอุตสาหกรรม และการพองตัวของถุงลมนิรภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีสารอื่นใดที่จะสามารถนำมาทดแทนฮีเลียมได้อย่างสมบูรณ์ 

สำหรับแหล่งฮีเลียมใหญ่ในโลกมีอยู่ 5 แห่ง และแต่ละแห่งก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนต่างกันไป เริ่มจากกาตาร์ ที่เป็นแหล่งใหญ่สุดในโลก จนได้ชื่อว่า “โรงงานฮีเลียมโลก” แต่ก็อยู่ในจุดที่เปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์และการขนส่ง ซึ่งก็สะท้อนออกมาผ่านวิกฤตตะวันออกกลางครั้งล่าสุด 

แหล่งใหญ่ถัดมาคือสหรัฐฯ โดยจุดแข็งคือปรับตัวสู่พาณิชย์เต็มรูปแบบจากการแปรรูปคลังสำรองของรัฐให้เอกชนจัดการ และเทคโนโลยีในการขุดเจาะกับการกักเก็บที่ทันสมัย แต่ปริมาณฮีเลียมยังน้อยกว่ากาตาร์ 

ส่วนอัลจีเรียและรัสเซีย ก็เป็นประเทศที่เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่มีฮีเลียมปะปนอยู่สูง โดยเฉพาะรัสเซียที่มีแผนยุทธศาสตร์จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกผ่านโครงการขุดเจาะยักษ์ในแถบไซบีเรีย 

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ทำให้การผลิตและส่งออกไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

ปิดท้ายด้วยแคนาดา ที่หวังก้าวขึ้นมาเป็นม้ามืดในจุดยุทธศาสตร์ใหม่ที่น่าจับตา เนื่องจากแหล่งฮีเลียมในแคนาดามักพบร่วมกับก๊าซไนโตรเจน ซึ่งมีข้อดีคือกระบวนการสกัดสะอาดกว่าการแยกจากก๊าซมีเทนหรือ LNG

แต่เพราะประเทศอยู่ติดกับสหรัฐฯ สหรัฐฯ คงไม่ยอมให้แคนาดาแซงหน้าตนไปจนเป็นเบอร์ต้นๆ ในตลาดได้ตามที่หวังไว้ / dw